Indoor portrait of asian mother breastfeeding her baby

9 พฤติกรรมที่พ่อแม่มือใหม่ ต้อง “หยุด” ทำเมื่อเลี้ยงลูก

พ่อแม่มือใหม่หลายคงคงศึกษาหาข้อมูลในการเลี้ยงลูกกันไม่น้อย เพราะเด็กเล็กเป็นช่วงวัยที่ต้องการดูแลเอาใจใส่เป็นพิเศษ ทั้งเรื่องการดูแลร่างกายและจิตใจ รวมถึงพฤติกรรมที่ควรระวังในการเลี้ยงดูลูกเพื่อไม่ให้เกิดเป็นปมในใจหรือมีนิสัยที่ก้าวร้าวรุนแรง วันนี้เรามี 9 อย่างที่พ่อแม่ต้องระวังและหลีกเลี่ยงในการเลี้ยงเด็กมาฝากกัน

9 อย่างที่พ่อแม่มือใหม่ต้อง “หยุด” ทำเมือเลี้ยงลูกน้อย

  1. หยุด! เป็นพ่อ-แม่ ยอดมนุษย์ สำหรับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ จะมาทำงานหนักหรือมีกิจกรรมรัดตัว เหมือนเมื่อก่อนคงไม่ได้ คุณต้องรู้จักแบ่งเวลาเพื่อนำมาดูแลลูกน้อย เพราะ 5 ขวบปีแรก เป็นช่วงที่ลูกน้อยจะมีการเรียนรู้และซึมซับสิ่งต่าง ๆ จากพ่อแม่มากที่สุด ซึ่งแน่นอนว่าเป็นช่วงเวลาที่คุณพ่อและคุณแม่ต้องให้เวลาและใส่ใจดูแลลูกอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ลูกน้อยมีพัฒนาการที่ดี
  2. หยุด! พาลูกไปในที่แออัด ที่แออัดคนเยอะ ฝุ่นเยอะ ไม่ใช่สถานที่ที่ดีเลยสำหรับวัยเด็ก เพราะยังมีภูมิต้านทานโรคต่ำ หากเกิดอาจจะเจ็บป่วย อาจส่งผลให้ออกอาการรุนแรงกว่าที่เกิดในผู้ใหญ่
  3. หยุด! สร้างความสนุกกับลูกด้วยความตื่นเต้น ทารกและเด็กเล็กยังบอบบาง การเล่นกับเด็กด้วยการโยนลูกขึ้นลง แกว่งไปมา อาจสร้างความหวาดกลัวให้เด็ก และทำให้สมองที่บอบบางของเด็กได้รับแรงสั่นสะเทือน จนอาจเกิดผลกระทบหรือมีอาการบาดเจ็บในสมองได้
  4. หยุด! ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใช่ของเด็ก ผิวเด็กบอบบางมาก ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์อาบน้ำ ซักผ้า ล้างอุปกรณ์ ควรเลือกใช้เฉพาะผลิตภัณฑ์สำหรับเด็ก เพื่อความอ่อนโยนต่อผิว และหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีที่มีฤทธิ์แรงและมีสารตกค้างสูง
  5. หยุด! ให้ลูกกินอาหารรสหวานมากเกินไป แม้ความหวานจะไม่เป็นโทษต่อร่างกายของเด็กเท่าผู้ใหญ่ แต่ความหวาน โดยเฉพาะขนมก็ไม่สร้างประโยชน์แก่ร่างกาย เพราะจะทำให้ลูกของคุณเป็นคนติดรสหวานไปจนโต ซึ่งทำให้มีการสะสมน้ำตาลตั้งแต่วัยเด็ก เกิดเป็นต้นเหตุของสารพัดโรค
  6. หยุด! ฝากคนนั้นเลี้ยงลูกที คนนี้เลี้ยงลูกที เข้าใจว่ายุคสมัยนี้ ทั้งพ่อและแม่ต้องช่วยกันทำมาหากิน ทำให้ไม่มีเวลาเลี้ยงดูลูก จำเป็นต้องฝากคนอื่นดูแล การทำอย่างนี้แม้พ่อแม่จะมีเวลาไปทำงาน แต่ผลเสียที่จะเกิดตามมามีมากมายนัก• วัย 0 – 5 ขวบ เป็นช่วงอายุที่เด็กเปิดรับและฝังจำสิ่งแวดล้อมทุกอย่าง ผู้เป็นพ่อแม่จะไม่มีทางรู้เลยว่า ลูกน้อยไปเจอสิ่งใดมา รับสิ่งใดเข้าไป ไม่ใช่เพียงแค่ไม่รู้ ที่แย่กว่านั้นคือยังควบคุมไม่ได้ หากเด็กมีปัญหา พ่อแม่จะหมดสิทธิ์ช่วยลูกแก้ปัญหาทันที เพราะเด็กจะไม่แสดงออกด้วยการพูดอธิบาย แต่จะแสดงออกด้วยพฤติกรรมที่พ่อแม่ไม่มีทางเดาได้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นกับลูกน้อย

    • การเปลี่ยนคนดูแลไปเรื่อย ๆ เด็กอาจจะเข้าใจได้ว่าไม่มีคนรัก ไม่มีคนต้องการ กระทั่งพ่อแม่ยังไม่ต้องการเลย เพราะวัยเด็กยังไม่เข้าใจเหตุผล ถ้าไม่มีพ่อแม่หรือคนที่เด็กอยู่ด้วยบ่อย ๆ จนรู้สึกสนิทใจแล้ว เด็กจะรู้สึกเหงาและสร้างกำแพงในใจ ถึงแม้โตแล้วจะเป็นคนร่าเริงแต่ความรักและความสนิทใจที่จะให้กับใครสักคน จะเกิดขึ้นได้ยาก

    • คนที่พ่อแม่เอาลูกไปฝาก ไม่รู้ว่าจะรักลูกของเราไหม ถ้าไปเจอคนไม่ดี ไม่รัก จะเป็นฝันร้ายที่สุดของเด็กเลยก็ว่าได้

  7. หยุด! ใช้อารมณ์และแสดงพฤติกรรมรุนแรงต่อหน้าเด็ก ความจริงแล้วในข้อนี้ ไม่ควรจะเกิดขึ้นกับใครและวัยใดทั้งสิ้น ความรุนแรงทำให้เกิดความบอบช้ำทั้งร่างกายและจิตใจ แต่สำหรับเด็กจะได้รับผลเสียยิ่งกว่านั้น เพราะนอกจากจะบอบช้ำทางร่างกายและจิตใจแล้ว วัยเด็กยังไม่สามารถแยกดีชั่วได้อย่างผู้ใหญ่ เด็กจะจำพฤติกรรมเหล่านี้ไปใช้ต่อ และมองเห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดาของสังคม
  8. หยุด! ใช้อุปกรณ์เทคโนโลยีเลี้ยงลูก การใช้โทรศัพท์สมาร์ทโฟน เล่นเกมส์จากแท็บเล็ต หรือปล่อยให้รายการโทรทัศน์เลี้ยงลูกของเรา มีผลการวิจัยว่า เด็กอายุ 0-7 ปี ไม่ควรได้รับแสงรังสีจากหน้าจอ LCD เพราะเป็นอันตรายต่อสายตาและสมอง ซ้ำร้ายยังเกิดผลเสียต่อสมาธิและพฤติกรรมของเด็ก เนื่องจากภาพที่แวบไปแวบมาอย่างรวดเร็ว ทำให้เด็กสมาธิสั้น รายการบันเทิงหรือเกมส์สมัยใหม่ สำเร็จรูปจนเกินไป มีผลลัพธ์เฉลยเด่นชัด ทำให้เด็กไม่ได้ใช้ตรรกะและสมองคิดตาม วัยเด็กที่ควรวิ่งเล่น บริหารกล้ามเนื้อมัดเล็ก มัดใหญ่ ได้รับลม แสงแดด สีสันจากธรรมชาติ ก็จะได้เพียงการบริหารกล้ามเนื้อนิ้วมือจากการจิ้มแท็บเล็ตในห้องสี่เหลี่ยมเท่านั้น
  9. หยุด! ควรคาดหวังให้ลูกเป็นเด็กอัจฉริยะ พ่อแม่ทุกคนนอกจากอยากให้ลูกน้อยมีความสุขแล้ว คงอยากให้ลูกเป็นคนเก่งด้วย จึงมักวางแผนพาลูกไปเรียนพิเศษด้านต่าง ๆ ด้วยความคิดที่ว่า หากเด็กดูโตและมีความสามารถมากกว่าวัย คือเด็กฉลาด เช่นให้ลูกเรียนพิเศษวิชาการตั้งแต่เล็ก ท่อง a b c ได้ก่อนใคร ๆ พาไปประกวด ให้พบเจอผู้คนมาก ๆ จะได้กล้าแสดงออก ฯลฯ ความจริงแล้ว พ่อแม่มือใหม่ควรเรียนรู้ว่ากระบวนการเติบโตของเด็กเป็นอย่างไร เพราะการพาลูกทำอะไรที่ยังไม่เหมาะสมกับวัยของเขา จะทำให้เขาสูญเสียช่วงวัยเด็กที่มีค่าไปอย่างน่าเสียดาย ปล่อยให้ลูกได้เติบโตอย่างเป็นธรรมชาติ จะทำให้ลูกของเราพัฒนาทั้ง IQ และ EQ ได้ดีกว่าในระยะยาว

ยังมีเรื่องพึงระวังอีกมาก สำหรับการเลี้ยงลูกเล็ก ๆ แต่ก็ไม่ควรทำอะไรที่มากหรือน้อยเกินไป คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ควรไตร่ตรองข้อมูลและปรับใช้ตามสถานการณ์ที่เหมาะสมกับครอบครัวและสิ่งแวดล้อมของคุณมากกว่า บางอย่างอาจจะปล่อยให้เป็นธรรมชาติ

และเชื่อเถอะว่า คนที่มีลูกน้อย ๆ มีสัญชาตญาณความเป็นพ่อเป็นแม่อย่างแน่นอน

สมัครรับบทความดีๆ
ทุกสัปดาห์

ยินดีรับข่าวสารจาก SCBLIFE