6 พฤติกรรม เสี่ยงความดันโลหิตสูงเฉียบพลัน

รู้แล้วเลี่ยงด่วน

article_health_default

บทความสุขภาพ

แชร์

ความดันโลหิตสูงเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่ควรได้รับการเอาใจใส่ดูแล เพื่อไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนอย่าง โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง แต่กลับมีพฤติกรรมบางอย่างที่ทำให้คนความดันโลหิตปกติมีอาการ ความดันพุ่งสูงแบบเฉียบพลันโดยที่ไม่รู้ตัว!

โรคความดันโลหิตสูง เป็นโรคเรื้อรังชนิดหนึ่งที่ผู้ป่วยมีความดันอยู่ในหลอดเลือดแดงสูงกว่าปกติอยู่ตลอดเวลา โดยความดันโลหิตจะประกอบไปด้วยสองค่าเสมอ นั่นก็คือ ความดันช่วงหัวใจบีบ (ความดันโลหิตซีสโตลิก) และความดันช่วงหัวใจคลาย (ความดันโลหิตไดแอสโตลิก) ซึ่งถือเป็นความดันสูงสุดและต่ำสุดที่เกิดขึ้นในระบบหลอดเลือดแดงตามลำดับ ดังนั้นการรายงานผลความดันโลหิตจึงประกอบด้วยตัวเลข 2 ตัวเสมอ เช่น 120 / 80 มิลลิเมตรปรอท

ค่าความดันโลหิตแต่ละระดับ

ความดันโลหิต ความดันโลหิตปกติ ก่อนการเป็น
ความดันโลหิตสูง
ความดันโลหิตสูง
ความดันช่วงหัวใจบีบ/ ความดันโลหิตซีสโตลิก < 120 มิลลิเมตรปรอท 120-139 มิลลิเมตรปรอท > 140 มิลลิเมตรปรอท
ความดันช่วงหัวใจคลาย/ความดันโลหิตไดแอสโตลิก < 80 มิลลิเมตรปรอท 80-89 มิลลิเมตรปรอท  > 90 มิลลิเมตรปรอท

ในความเป็นจริงถึงแม้ในสภาวะปกติคนๆ หนึ่งจะมีความดันโลหิตปกติ แต่กลับมีโอกาสที่ความดันโลหิตขึ้นสูงแบบเฉียบพลันซึ่งอาจเกิดได้เรื่อยๆ ซึ่งการที่ความดันเดี๋ยวขึ้นเดี๋ยวลงระหว่างวัน ผ่านการทำพฤติกรรมต่างๆ นั้นยิ่งเสี่ยงต้องการเจ็บป่วยได้สูง

6 พฤติกรรมเสี่ยง ความดันโลหิตสูงเฉียบพลัน

มาดูกันว่าพฤติกรรมที่เราชอบทำกันตั้งแต่เช้าจนถึงเย็น มีอะไรบ้างที่เสี่ยงความดันโลหิตสูงเฉียบพลัน จะได้หลีกเลี่ยงได้ถูกต้อง
  1. ตื่นเช้ามาดื่มน้ำเย็นทันที
    ดื่มน้ำเย็นเป็นประจำหลังตื่นนอนมันแสนจะสดชื่นแต่จะทำให้ความดันพุ่งขึ้นแบบฉับพลัน เพราะว่าหลังตื่นนอนตอนเช้าความดันจะขึ้นง่าย การดื่มน้ำเย็นจัด จะทำให้ไตต้องทำหน้าที่กำจัดความเย็นออกจากร่างกายอย่างรวดเร็ว โดยการขับน้ำเย็นออกมาเก็บไว้ที่กระเพาะปัสสาวะ ในขณะที่การดื่มน้ำอุณหภูมิห้องจะช่วยให้หลอดเลือดขยายตัวป้องกันความดันขึ้นสูงได้ ดังนั้นตื่นมาตอนเช่าต้องดื่มน้ำอุณหภูมิห้อง!

  2. อาบน้ำร้อนนานเกินไป
    อาบน้ำร้อน ซาวน่า อบไอน้ำ อบสมุนไพร หรือการนอนแช่น้ำร้อนนานเกินไป จะทำให้ความร้อนภายในร่างกายเกิดการสะสมอย่างรวดเร็ว จนร่างกายปรับตัวไม่ทัน และทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น ส่งผลให้เส้นเลือดขยายทั้งตัว  ทำให้เลือดไปหล่อเลี้ยงอวัยวะสำคัญๆ น้อยลง จนเกิดภาวะล้มเหลวและเสียชีวิตได้ ดังนั้นควรอาบน้ำที่ไม่ร้อนจนเกินไป และไม่แช่น้ำร้อนนานเกินพอดี

  3. กินอาหารรสเค็มจัด
    อาหารรสเค็มที่มีโซเดียมเป็นภัยร้ายที่ทำให้ความดันโลหิตสูง เพราะโซเดียมทำหน้าที่ควบคุมอัตราการถ่ายเทของน้ำในเซลล์ ช่วยเผาผลาญโปรตีนและคาร์โบไฮเดรต แต่ถ้าหากมีมากเกินไป จะกลายเป็นการไปดูดน้ำในเซลล์ต่างๆ เป็นอันตรายต่อภาวะความดันสูง

  4. รีบทานอาหารเร็วเกินไป
    การกินข้าวเร็วส่งผลเสียต่อร่างกายได้ไม่ว่าจะเป็น ท้องอืด ท้องเฟ้อ โรคอ้วน โรคเบาหวาน กรดไหลย้อน เพราะเกิดจากการเคี้ยวไม่ละเอียด นอกจากนี้การรีบกินอาหารแบบเร็วๆ ยังส่งผลให้ความดันโลหิตสูงขึ้นแบบเฉียบพลัน เพราะจะทำให้การเคี้ยวอาหารของเรารุนแรงกว่าปกติ ให้ผลคล้ายเรากำลังออกกำลังกายอยู่นั่นเอง

  5. อากาศหนาว แต่ใส่เสื้อผ้าบางออกไปเดินเล่น
    อากาศหนาวทำให้ความดันโลหิตและปริมาณโปรตีนในเลือดสูงขึ้นได้ ซึ่งเป็นสาเหตุให้เลือดจับตัวกันเป็นลิ่มๆ และขัดขวางการลำเลียงเลือดไปยังหัวใจและส่วนต่างๆ ของร่างกาย ในกรณีของ คนที่มีไขมันใต้ผิวหนังมากจะยิ่งเสี่ยง เพราะกว่าจะรู้ตัวว่าหนาวจะใช้เวลานานทำให้ใส่เสื้อผ้าบางๆ ทำให้หลอดเลือดทั่วร่างกายหดตัวความดันสูงเฉียบพลัน

  6. เครียด นอนน้อย พักผ่อนไม่พอ
    ฮอร์โมนคอร์ติซอล หรือ ฮอร์โมนแห่งความเครียด จะหลั่งมากในตอนเช้าเพื่อให้ร่างกายพร้อมกับการทำงาน หากพักผ่อนไม่เพียงพอ หรืออดนอนบ่อยๆ จะทำให้ร่างกายอ่อนแอและหลั่งคอร์ติซอลมากขึ้น รวมถึงเมื่อคนเราเครียดหรือมีเรื่องกวนใจ ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอลออกมาจากต่อมหมวกไต เพื่อกระตุ้นการสูบฉีดเลือดและเพิ่มความดันโลหิต หากร่างกายอยู่ในภาวะความดันสูงเรื้อรัง ก็อาจเกิดโรคต่างๆ ตามมา โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ อาจร้ายแรงถึงขั้นเกิดเส้นเลือดในสมองแตกได้
พฤติกรรมทั้ง 6 ข้อที่กล่าว คนที่ความดันปกติหากทำเป็นประจำยังเสี่ยงความดันโลหิตสูงอย่างเฉียบพลันได้เลย ดังนั้น คนที่มีความดันโลหิตสูงอยู่แล้วหรืออยู่ในกลุ่มเสี่ยงจึงควรหลีกเลี่ยง และหันมาเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ โดยเน้นอาหารที่ให้คุณค่าสารอาหารที่ครบทั้ง 5 หมู่ในปริมาณที่เหมาะสม ควบคู่ไปกับการออกกำลังกายโดยสม่ำเสมอ และตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี

ขอบคุณข้อมูลจาก 
รายการ Rama Square ช่วง Daily Expert ควรดูแลตัวเองอย่างไร เมื่อเป็น “ความดันโลหิตสูง” วันที่ 3 เมษายน 2560
ผศ. ดร.สิริรัตน์ ลีลาจรัส อาจารย์พยาบาล โรงเรียนพยาบาลรามาธิบดี คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

คุณมีแผนสำรองสำหรับการดูแลสุขภาพ อย่างไร?
ทำประกันสุขภาพ เพิ่มเติมจากสิทธิ์คุ้มครองที่มีอยู่
ตรวจสุขภาพทุกปี
ตรวจสุขภาพเฉพาะทาง เมื่อความเสี่ยงการเกิดโรค
แบ่งเงินออมไว้ สำหรับดูแลสุขภาพโดยเฉพาะ
เพิ่มความคุ้มครองโรคร้ายแรงไว้ ตั้งแต่วันที่ยังแข็งแรง
ส่งความคิดเห็น
ดูเพิ่ม

เรื่องอื่นๆ ที่คุณอาจสนใจ