10 โรคอันตรายในเด็ก ที่พ่อแม่ต้องระวัง

อันตรายสำหรับเด็กมีมากมายหลายอย่าง

โดยเฉพาะโรคภัยไข้เจ็บนั้นเป็นสิ่งที่อาจเกิดขึ้นได้เสมอ ดังนั้นเรามาทำความรู้จักกับโรคอันตรายในเด็กที่พ่อแม่ควรจะระวังกันไว้ดีกว่า

  1. โรคมือ เท้า ปาก

    เกิดจากเชื้อเอนเทอโรไวรัส (Enterovirus) และคอคซาคีไวรัส (Coxsackievirus) เป็นสาเหตุ มักพบในเด็กอายุต่ำกว่า 10 ปี พบได้บ่อยในเด็กทารกและเด็กเล็ก ซึ่งมักมีอาการรุนแรงมากกว่าเด็กโต จะพบมากในช่วงฤดูร้อน ไวรัสจะทำให้มีไข้ เจ็บคอและมีแผลเกิดขึ้นในปากบนฝ่ามือและฝ่าเท้า ในบางรายอาจพบที่ก้นด้วย โดยผื่นที่เกิดขึ้นเหล่านี้จะกลายเป็นตุ่มพองใสและแตกออกเป็นแผลหลุมตื้นๆ อาจทำให้เกิดอาการแทรกซ้อนที่รุนแรง เช่น เยื่อหุ้มสมองอักเสบ สมองอักเสบ หรือกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกัน แต่ผู้ปกครองสามารถป้องกันโรคมือ เท้า ปากได้โดยการหลีกเลี่ยงการให้เด็กใกล้ชิดกับผู้ป่วย รักษาสุขอนามัย โดยเฉพาะผู้เลี้ยงดูเด็กเล็กควรล้างทำความสะอาดมือก่อนหยิบจับอาหารให้เด็กรับประทาน และรับประทานอาหารที่สุก สะอาด ปรุงใหม่ๆ ไม่มีแมลงวันตอม และดื่มน้ำสะอาด

  2. โรคอีสุกอีใส

    เป็นโรคติดต่อที่พบได้บ่อยในเด็ก ซึ่งเกิดจากการติดเชื้อไวรัสวาริเซลลา-ซอสเตอร์ โดยทั่วไปจะพบอัตราการป่วยได้สูงสุดในกลุ่มอายุ 5-9 ปี รองลงมาคือ 0-4 ปี, 10-14 ปี, 15-24 ปี และ 25-34 ปี ตามลำดับ เด็กจะมีไข้ต่ำ มีอาการอ่อนเพลีย และเบื่ออาหารเล็กน้อย จากนั้นผู้ป่วยจะเริ่มมีผื่นขึ้น ซึ่งจะขึ้นพร้อม ๆ กันกับวันที่เริ่มมีไข้ หรือขึ้นหลังจากมีไข้ประมาณ 1-2 วัน ในเด็กอาการมักจะไม่รุนแรง ไข้มักไม่สูง ตุ่มมักขึ้นไม่มาก และมักหายได้เองภายใน 7-10 วัน โรคนี้สามารถป้องกันได้โดยการฉีด “วัคซีนป้องกันอีสุกอีใส” โดยแนะนำให้ฉีดได้ตั้งแต่เด็กมีอายุ 1 ปี หรือในช่วงอายุ 12-18 เดือน

  3. โรคหัด

    ไวรัสที่ทำให้เกิดโรคหัดคือ “rubeola” โรคหัดเป็นความเจ็บป่วยเฉียบพลันจากเชื้อไวรัสที่สามารถนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ มักพบในเด็กอายุ 2-14 ปี และพบได้บ่อยในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี มักไม่พบในทารกอายุต่ำกว่า 6-8 เดือน เนื่องจากยังมีภูมิคุ้มกันที่ได้รับจากมารดาตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ผู้ป่วยจะเริ่มต้นด้วยอาการมีไข้สูงตัวร้อนขึ้นมาทันทีทันใด ในระยะแรกจะมีอาการคล้ายโรคหวัด  มีไข้สูงอยู่ตลอดเวลา รับประทานยาลดไข้ก็ไม่ลด เด็กจะมีอาการซึม กระสับกระส่าย ร้องงอแง เบื่ออาหาร  และอาจมีอาการถ่ายเหลวบ่อยครั้งเหมือนท้องเดินในระยะก่อนที่จะมีผื่นขึ้น  โรคนี้สามารถป้องกันได้โดยการฉีดวัคซีนป้องกันโรคหัด ซึ่งในบ้านเราแนะนำให้ฉีดเข็มแรกเมื่อเด็กอายุได้ 9-12 เดือน และให้ฉีดเข็มที่ 2 เมื่ออายุได้ 4-6 ปี

  4. โรคไข้เลือดออก

    เกิดจากการติดเชื้อไวรัสไข้เลือดออกเดงกี (dengue virus) ซึ่งมีอยู่ 4 สายพันธุ์ จัดอยู่ในกลุ่ม flavivirus และสามารถแพร่ได้โดยมียุงลายเป็นพาหะ มักเกิดในช่วงหน้าร้อนที่มียุงเยอะ อาการของโรคคือ มีไข้สูงหลายวัน ปวดศีรษะ ซึม ปัสสาวะน้อย  อาจมีอาการหวัด ปวดเมื่อยตัว คลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย ในปัจจุบันยังไม่มียาที่สามารถกำจัดเชื้อไข้เลือดออกได้ การป้องกันไข้เลือดออกมีเพียงวิธีเดียวคือการป้องกันไม่ให้ยุงกัด แต่ก็เป็นเรื่องที่ทำได้ยาก สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่อาจพอทำได้เพื่อลดประชากรยุงในบริเวณที่อยู่อาศัย ได้แก่ การหมั่นปราบยุง ลดแหล่งน้ำที่จะเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของยุง ใช้มุ้งหรือติดตั้งมุ้งลวดกันยุง พ่นยาปราบยุงและไม่ควรให้ลูกออกไปเล่นนอกบ้านในตอนมืด

  5. โรคท้องร่วง

    สาเหตุของโรคท้องร่วงในเด็กที่พบบ่อยได้แก่การติดเชื้อไวรัส “Rotavirus” ซึ่งใช้เวลา 5-8 วันจึงจะหาย นอกจากนั้นยังเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย จากยา เป็นต้น เด็กที่ถ่ายเหลว 1 วันก็ทำให้เกิดการขาดน้ำได้ จึงควรพาเด็กพบแพทย์เมื่อมีอาการอุจาระมีหนองหรือเลือด เป็นไข้มากกว่า 38องศาเซลเซียส หรือมีอาการของการขาดน้ำ เราสามารถป้องกันโรคท้องร่วงได้โดยล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่บ่อยๆ โดยเฉพาะก่อนรับประทานอาหารและหลังจากเข้าห้องน้ำ รับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ๆ และดื่มน้ำที่สะอาด

  6. โรคไข้หวัดในเด็ก

    เด็กสามารถเป็นไข้หวัดได้ตลอดทั้งปี โดยเฉพาะฤดูฝน หรือฤดูหนาว เฉลี่ยแล้วเด็ก ๆ จะเป็นไข้หวัดกัน 3-8 ครั้งต่อปี ที่เป็นบ่อย ๆ เพราะโรคไข้หวัดมีเชื้อไวรัสหลายสายพันธุ์ เวลาเป็นไข้หวัด จะเกิดจากเชื้อโรคเพียงชนิดเดียว เมื่อหายแล้ว ร่างกายก็จะมีภูมิต้านทานต่อเชื้อที่เคยป่วย แต่ก็สามารถเป็นได้อีก ในเด็กทารกและเด็กเล็กมักจะเริ่มด้วยอาการไข้ ต่อมาก็จะเริ่มมีน้ำมูกไหล ไอ จาม ร้องกวน และน้ำมูกทำให้เกิดการหายใจลำบากได้ อาจมีอาการอาเจียน และอุจจาระร่วงท้องเสียร่วมด้วยในเด็กบางคน การป้องกันโรคหวัดในเด็กที่ดีที่สุดคือพยายามหลีกเลี่ยงไม่ใกล้ชิดกับผู้ป่วย รักษาสุขอนามัย และพักผ่อนให้เพียงพอ

  7. โรคไข้หวัดใหญ่

    โรคไข้หวัดใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ ซึ่งมีอยู่ 3 ชนิดด้วยกัน คือ ชนิดเอ บีและซี มักเกิดในช่วงฤดูหนาว อาการจะเริ่มจากมีไข้ หนาวสั่น ปวดศีรษะ ปวดตามตัว อ่อนเพลีย และต่อมาจะมีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล ไอ และอาจมีอาการของระบบร่างกายอื่น ๆ เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ตาแดง ร่วมด้วยได้ ในบางกรณีอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงรวมทั้งโรคปอดบวม ปัจจุบันมีวัคซีนที่สามารถป้องกันไข้หวัดใหญ่ที่ฉีดได้ในเด็กอายุ 6 เดือนขึ้นไป

  8. โรคไอกรน

    เชื้อ Bordetella เป็นเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคไอกรน ซึ่งเป็นโรคติดต่อและบางครั้งก็เป็นอันตรายถึงชีวิตในเด็กเล็กโดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กทารก ผู้ป่วยจะมีอาการเหมือนโรคหวัดธรรมดาทั่วไป คือ มีไข้ต่ำ ๆ มีน้ำมูกไหล จาม ไอเล็กน้อย อ่อนเพลีย ตาแดง น้ำตาไหล โดยอาการไอจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ผู้ป่วยส่วนใหญ่โดยเฉพาะในเด็กเล็กจะมีอาการอาเจียนหลังจากที่มีการไอติดต่อกัน โรคนี้สามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีนรวมป้องกันโรคคอตีบ บาดทะยัก และไอกรน รวม5เข็ม โดยในเข็มแรกให้ฉีดตั้งแต่อายุ 2 เดือน, เข็มที่ 2 อายุ 4 เดือน, เข็มที่ 3 อายุ 6 เดือน, เข็มที่ 4 อายุ 18 เดือน และเข็มที่ 5 เมื่ออายุประมาณ 4-6 ปี

  9. โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ

    พบมากในเด็กอ่อน เด็กเล็ก เป็นโรคที่เกิดการติดเชื้อที่อาจเกิดจากเชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรีย หรือเชื้อราบริเวณเยื่อหุ้มที่หุ้มรอบสมองและไขสันหลังจนทำให้บริเวณดังกล่าวอักเสบบวม อาการที่พบมักมีไข้สูง เด็กกระสับกระส่าย ร้องโยเย ร้องไห้เสียงสูง ไม่ดูดนม อาจมีอาเจียน มีอาการชัก บริเวณกระหม่อมโป่งนูนจากการเพิ่มความดันในสมอง การป้องกันโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบที่สำคัญที่สุดคือ การรักษาสุขอนามัยพื้นฐาน หลีกเลี่ยงการคลุกคลีกับผู้ป่วย ล้างมือให้สะอาดบ่อยๆ โดยเฉพาะก่อนกินอาหารและหลังจากเข้าห้องน้ำ กินอาหารมีประโยชน์ 5 หมู่ และออกกำลังกายเป็นประจำ

  10. โรคภูมิแพ้

    คือโรคที่ภูมิในร่างกายมีปฏิกิริยากับสารก่อภูมิแพ้หรือสิ่งแวดล้อมบางอย่างไวกว่าคนปกติ ส่งผลให้เกิดอาการแสดงได้ในหลายระบบของร่างกาย เช่น ระบบผิวหนัง ระบบทางเดินหายใจ และระบบทางเดินอาหาร อาจเกิดจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรม หรือสิ่งแวดล้อม เช่น ฝุ่น ไรฝุ่น สัตว์เลี้ยง ควันบุหรี่ คุณพ่อคุณแม่สามารถควบคุมเพื่อป้องกันไม่ให้ลูกเป็นโรคภูมิแพ้ได้โดยต้องให้ลูกมีสิ่งแวดล้อมที่ดีตั้งแต่อยู่ในท้อง คุณแม่ตั้งครรภ์ต้องรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ อย่ารับประทานอาหารที่มีโอกาสที่จะทำให้เกิดโรคภูมิแพ้ได้ง่ายมากเกินไป เช่น อาหารทะเล ไข่ ถั่วลิสง นมวัว ช็อกโกแลต ผลิตภัณฑ์จากนม แป้งสาลี เพราะอาจทำให้ลูกได้สัมผัสกับสิ่งก่อภูมิแพ้เหล่านี้เร็วเกินไป เมื่อเด็กเกิดมาควรเน้นให้เด็กได้รับนมแม่เพียงอย่างเดียวให้นานที่สุดพยายามหลีกเลี่ยงนมวัว และควรให้เด็กได้อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่สะอาด

ที่กล่าวมานั้นเป็นเพียงตัวอย่างสำหรับโรคที่มักจะเกิดได้บ่อยในเด็ก ที่จริงแล้วยังมีอีกหลายโรคที่สามารถเกิดขึ้นกับเด็กได้

ฉะนั้นคุณพ่อคุณแม่จึงควรใส่ใจและสังเกตุอาการของลูกตลอดเวลา รวมถึงมีการพาลูกไปตรวจสุขภาพและฉีดวัคซีนตามที่แพทย์แนะนำ

สมัครรับบทความดีๆ
ทุกสัปดาห์

ยินดีรับข่าวสารจาก SCBLIFE