วางแผนภาษี

เรื่อง “ภาษี” วางแผนดี…มีแต่ได้

เรื่อง “ภาษี” วางแผนดี…มีแต่ได้

อะไรบ้างคือเรื่องที่คุณต้องรู้ก่อนจ่าย “ภาษี” ในแต่ละปี รู้ให้ชัดเพื่อเริ่มวางแผนลดหย่อนภาษีตั้งแต่เนิ่นๆ วันนี้มี 4 ข้อควรรู้เพื่อใช้คำนวณและวางแผนการลดหย่อนภาษีด้วยตนเอง พร้อมอัพเดทข้อมูลใหม่จากกรมสรรพากร พร้อมแล้วมาดูกันเลยว่ามีอะไรบ้าง

3 ข้อควรรู้เพื่อ “วางแผนลดหย่อนภาษี” ด้วยตนเอง

1. รู้รายได้ “รวมตลอดทั้งปี”

กรณีเป็น “พนักงานประจำ” สามารถรู้รายได้รวมจากหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ซึ่งเป็นเอกสารแสดงรายได้ประจำปี แต่สำหรับอาชีพอิสระ เช่น ฟรีแลนซ์ แม่ค้าขายของออนไลน์ เจ้าของธุรกิจ จำเป็นต้องทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายทุกเดือน และเก็บเอกสารการรับเงินในแต่ละครั้งไว้ให้ครบถ้วน เพื่อนำไปยื่นภาษีปลายปีได้ถูกต้อง

โดยอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 2560 คือ  

เงินได้สุทธิ

อัตราภาษี

ไม่เกิน 150,000 บาท/ปี ได้รับการยกเว้นภาษี
150,001-300,000 บาท/ปี 5%
300,001-500,000 บาท/ปี 10%
500,001-750,000 บาท/ปี 15%
750,001-1,000,000 บาท/ปี 20%
1,000,001-2,000,000 บาท/ปี 25%
2,000,001-5,000,000 บาท/ปี 30%
5,000,001 บาท/ปีขึ้นไป 35%

 

คำนวณภาษี

2. รู้วิธี “หักรายการค่าใช้จ่าย” ในปีนี้รัฐบาลปรับโครงสร้างให้ “หักค่าใช้จ่าย” เพิ่มขึ้นสำหรับเงินได้บางประเภท โดยอัตราหลังการปรับดังกล่าวแล้วเป็นดังนี้

ประเภทเงินได้

อัตราหักค่าใช้จ่าย

เงินได้ตามมาตรา 40 (1) และ (2) เช่น เงินเดือน / ค่าจ้าง หักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้ 50% รวมแล้วไม่เกิน 100,000 บาท
เงินได้ตามมาตรา 40 (3) เช่น ค่าลิขสิทธิ์ / ค่าสิทธิ์ทรัพย์สินทางปัญญา หักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้ 50% รวมแล้วไม่เกิน 100,000 บาทหรือหักตามจริง
เงินได้ตามมาตรา 40 (5) เช่น ค่าเช่าบ้าน ค่าเช่าตึก ค่าเช่าที่ดิน หักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้ 10%-30% หรือหักตามจริง
เงินได้ตามมาตรา 40 (6) เช่น ค่าวิชาชีพอิสระ วิชาชีพอิสระที่มีใบประกอบโรคศิลปะ [แพทย์ พยาบาล] หักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้ 60% หรือหักตามจริงส่วนวิชาชีพอิสระที่ไม่ใช่การประกอบโรคศิลปะ [นักบัญชี วิศวกร นักกฎหมาย สถาปนิก และช่างประณีตศิลป์] หักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้ 30% หรือหักตามจริง
เงินได้ตามมาตรา 40 (7) เช่น ค่ารับเหมาก่อสร้าง / ค่าแรง / ค่าของ หักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้ 60% หรือหักตามจริง
เงินได้ตามมาตรา 40 (8) เช่น เงินได้อื่นๆ เช่น ค้าขายแบบซื้อมาขายไป การขายที่ดิน กิจการร้านอาหาร สถานพยาบาล ฯลฯ หักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้ 60% หรือหักตามจริง

3. รู้วิธี “หักรายการค่าลดหย่อน”รัฐบาลได้กำหนดให้ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สามารถหักค่าลดหย่อนได้เพิ่มเติม ดังรายการต่อไปนี้

ค่าหักลดหย่อน

อัตราหักลดหย่อน

หักลดหย่อนเงินสมทบกองทุนประกันสังคม ได้ตามจริงสูงสุด 9,000 บาท
หักลดหย่อนเงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ/กบข. ได้ตามจริงแต่ไม่เกิน 500,000 บาท
หักลดหย่อนสำหรับดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อการมีที่อยู่อาศัย สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท
หักลดหย่อนเงินลงทุนกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ไม่เกิน 15% ของรายได้และไม่เกิน 500,000 บาท
หักลดหย่อนเงินลงทุนกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ไม่เกิน 15% ของรายได้และไม่เกิน 500,000 บาท
ค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท
ค่าลดหย่อนสำหรับคู่สมรส (ที่ไม่มีเงินได้) 60,000 บาท รวมกันสามีและภรรยา ต้องไม่เกิน 120,000 บาท
ค่าลดหย่อนสำหรับบุตรตามกฎหมาย / บุตรบุญธรรม คนละ 30,000 บาท
ค่าลดหย่อนบิดา / มารดา อายุ 60 ปีขึ้นไป คนละ 30,000 บาท
ค่าลดหย่อนผู้เลี้ยงดูผู้พิการหรือทุพพลภาพ คนละ 60,000 บาท
ค่าลดหย่อนเงินบริจาคที่องค์กรการกุศลที่มีสิทธิ์ขอหักค่าลดหย่อน หักได้ตามจริงแต่ไม่เกิน 10% ของเงินได้
เงินบริจาคเพื่อการศึกษา การกีฬาและการพัฒนาสังคม ลดหย่อนได้สูงสุด 2 เท่าของเงินบริจาคจริง แต่ไม่เกิน 10% ของรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน
เงินบริจาคให้แก่ผู้ประสบภัยน้ำท่วม [นับตั้งแต่มกราคม – มีนาคม 2560] ลดหย่อนได้ 1.5 เท่าของเงินบริจาคจริง แต่ไม่เกิน 10% ของรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน
ค่าลดหย่อนซ่อมแซมรถที่เกิดจากเหตุน้ำท่วม [นับตั้งแต่ธันวาคม 2559 – พฤษภาคม 2560] ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง สูงสุด 30,000 บาท
ค่าลดหย่อนซ่อมแซมบ้านที่เกิดจากเหตุน้ำท่วม [นับตั้งแต่ธันวาคม 2559 – พฤษภาคม 2560] ลดหย่อนได้ ตามที่จ่ายจริง สูงสุด 100,000 บาท
ค่าลดหย่อนบ้านหลังแรก [เฉพาะผู้ที่ซื้อบ้านหลังแรกภายใน 13 ตุลาคม 2558 – 31 ธันวาคม 2559] ลดหย่อนสูงสุด 120,000 บาท รับสิทธิ์สูงสุด 5 ปี
หักลดหย่อนกองมรดก 60,000 บาท
หักลดหย่อนกองทุนการออมแห่งชาติ [กอช.] หักตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 13,200 บาท และเมื่อรวมค่าลดหย่อนเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ ต้องไม่เกิน 500,000 บาท
หักลดหย่อนค่าเบี้ยประกันชีวิตสำหรับตนเอง ได้ตามจริงแต่ไม่เกิน 300,000 บาทต่อปี
หักลดหย่อนค่าเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ หักได้ตามจริงแต่ไม่เกิน 15% ของเงินได้ สูงสุด 200,000 บาท และรวมกับค่าลดหย่อน RMF แล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาท<

โดยการลดหย่อนภาษีด้วยประกันชีวิตมี 3 แบบ คือ

ประเภทประกันชีวิต

อัตราหักลดหย่อน

เบี้ยประกันชีวิต / เงินฝากแบบมีประกันชีวิต [ที่ให้ความคุ้มครอง 10 ปีขึ้นไป] ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 100,000 บาท
เบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ [ที่ให้ความคุ้มครอง 10 ปีขึ้นไป] ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง ไม่เกิน 15% ของเงินได้แต่ไม่เกิน 200,000 บาท และเมื่อรวมกับ RMF กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กบข. ต้องไม่เกิน 500,000 บาท
เบี้ยประกันสุขภาพ โดยรัฐบาลมีนโยบายลดหย่อนภาษีทำประกันสุขภาพ
สำหรับเบี้ยประกันที่ได้จ่ายตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2560 เป็นต้นไป โดยนำไปหักลดหย่อนได้ตามจริงสูงสุด 15,000 บาท แต่เมื่อรวมกับเบี้ยประกันชีวิต เงินฝากแบบมีประกันชีวิต ต้องไม่เกิน 100,000 บาท (เฉพาะกรมธรรม์ประกันชีวิตที่มีกำหนดระยะเวลาตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป) ทั้งนี้
นโยบายดังกล่าวอยู่ระหว่างการออกพระราชกฤษฎีกายกเว้น
โดยผู้ที่มีเบี้ยประกันสุขภาพควรตรวจสอบข้อมูลจากกรมสรรพากรอีกครั้งก่อนยื่นภาษี
*ก่อนจะซื้อแบบประกันที่คุณสนใจ ควรตรวจสอบสิทธิ์ลดหย่อนภาษีแต่ละแบบประกัน ตามประกาศกรมสรรพากร*

เริ่มคำนวณภาษีด้วยตัวเอง

คลิกเลย

เมื่อรู้แล้วว่า รายได้ ค่าใช้จ่าย และค่าลดหย่อนที่คุณมีอยู่คืออะไร และเป็นจำนวนเท่าไหร่บ้างก็จะสามารถนำข้อมูลทั้งหมดมาคำนวนภาษีเพื่อวางแผนลดหย่อนภาษีได้ทันที

แต่ละคนย่อมมี “สิทธิ์ลดหย่อนภาษี” แตกต่างกันออกไป แต่การจะได้สิทธิ์ลดหย่อนเต็มสิทธิ์ที่มีนั้น ต้องอาศัยการวางแผนที่ดี มีตัวช่วยลดหย่อนภาษีที่เหมาะสมกับตนเอง แล้วคุณจะยิ้มได้กว้างกว่า เมื่อถึงเวลาต้องจ่ายภาษีและยังช่วยเพิ่มโอกาสได้เงินภาษีคืน ทำให้มีเงินเหลือเก็บออมมากกว่าเดิม

สมัครรับบทความดีๆ
ทุกสัปดาห์

ยินดีรับข่าวสารจาก SCBLIFE