เรื่อง “ภาษี” วางแผนดี...มีแต่ได้

บทความการเงิน

แชร์

เรื่อง “ภาษี” วางแผนดี...มีแต่ได้

อะไรบ้าง? ที่เป็นเรื่องที่คุณต้องรู้ก่อนจ่าย “ภาษี” ในแต่ละปี รู้ให้ชัด เพื่อเริ่มวางแผนลดหย่อนภาษีตั้งแต่เนิ่นๆ วันนี้มี 3 ข้อควรรู้เพื่อใช้คำนวณและวางแผนการลดหย่อนภาษีด้วยตนเอง พร้อมอัพเดทข้อมูลใหม่จากกรมสรรพากร พร้อมแล้วมาดูกันเลยว่ามีอะไรบ้าง

3 ข้อควรรู้เพื่อ “วางแผนลดหย่อนภาษี” ด้วยตนเอง

1. รู้รายได้ “รวมตลอดทั้งปี” กรณีเป็น “พนักงานประจำ” สามารถรู้รายได้รวมจากหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ซึ่งเป็นเอกสารแสดงรายได้ประจำปี แต่สำหรับอาชีพอิสระ เช่น ฟรีแลนซ์ แม่ค้าขายของออนไลน์ เจ้าของธุรกิจ จำเป็นต้องทำบัญชี รายรับ-รายจ่ายทุกเดือน และเก็บเอกสารการรับเงินใน แต่ละครั้งไว้ให้ครบถ้วน เพื่อนำไปยื่นภาษีปลายปีได้ถูกต้อง โดยอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 2560 คือ  

เงินได้สุทธิ

 

อัตราภาษี

 

ไม่เกิน 150,000 บาท/ปี ได้รับการยกเว้นภาษี
150,001-300,000 บาท/ปี 5%
300,001-500,000 บาท/ปี 10%
500,001-750,000 บาท/ปี 15%
750,001-1,000,000 บาท/ปี 20%
1,000,001-2,000,000 บาท/ปี 25%
2,000,001-5,000,000 บาท/ปี 30%
5,000,001 บาท/ปีขึ้นไป 35%
  2. รู้วิธี “หักรายการค่าใช้จ่าย” ในปีนี้รัฐบาลปรับโครงสร้างให้ “หักค่าใช้จ่าย” เพิ่มขึ้นสำหรับเงินได้บางประเภท โดยอัตราหลังการปรับดังกล่าวแล้วเป็นดังนี้

ประเภทเงินได้

อัตราหักค่าใช้จ่าย

เงินได้ตามมาตรา 40 (1) และ (2) เช่น เงินเดือน / ค่าจ้าง หักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้ 50% รวมแล้วไม่เกิน 100,000 บาท
เงินได้ตามมาตรา 40 (3) เช่น ค่าลิขสิทธิ์ / ค่าสิทธิ์ทรัพย์สินทางปัญญา หักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้ 50% รวมแล้วไม่เกิน 100,000 บาทหรือหักตามจริง
เงินได้ตามมาตรา 40 (5) เช่น ค่าเช่าบ้าน ค่าเช่าตึก ค่าเช่าที่ดิน หักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้ 10%-30% ขึ้นอยู่กับลักษณะการให้เช่าหรือหักตามจริง
เงินได้ตามมาตรา 40 (6) เช่น ค่าวิชาชีพอิสระ วิชาชีพอิสระที่มีใบประกอบโรคศิลปะ [แพทย์ พยาบาล] หักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้ 60% หรือหักตามจริงส่วนวิชาชีพอิสระที่ไม่ใช่การประกอบโรคศิลปะ [นักบัญชี วิศวกร นักกฎหมาย สถาปนิก และช่างประณีตศิลป์] หักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้ 30% หรือหักตามจริง
เงินได้ตามมาตรา 40 (7) เช่น ค่ารับเหมาก่อสร้าง / ค่าจ้างรับเหมาทั้งของและแรง หักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้ 60% หรือหักตามจริง
เงินได้ตามมาตรา 40 (8) เช่น เงินได้อื่นๆ เช่น ค้าขายแบบซื้อมาขายไป การขายที่ดิน กิจการร้านอาหาร สถานพยาบาล ฯลฯ หักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้ 60% หรือหักตามจริง
3. รู้วิธี “หักรายการค่าลดหย่อน”รัฐบาลได้กำหนดให้ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สามารถหักค่าลดหย่อนได้เพิ่มเติม ดังรายการต่อไปนี้

ค่าหักลดหย่อน

อัตราหักลดหย่อน

เงินสะสมกองทุนประกันสังคม ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 9,000 บาท
เงินสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ/กบข. ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 15% ของรายได้หรือ 500,000 บาท
หักลดหย่อนสำหรับดอกเบี้ยเงินกู้ ยืมเพื่อการมีที่อยู่อาศัย ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 100,000 บาท
หักลดหย่อนเงินลงทุนกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 15% ของรายได้แต่หรือ 500,000 บาท (ถือหน่วยลงทุนต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 7 ปี)
หักลดหย่อนเงินลงทุนกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 15% ของรายได้ และเมื่อรวมกับประกันชีวิตแบบบำนาญ / เงินสะสมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ / เงินสะสมเข้ากองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ / เงินสะสมเข้ากองทุนการออมแห่งชาติ / เงินสะสมเข้ากองทุนสงเคราะห์ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน แล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาท
ค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท
ค่าลดหย่อนสำหรับคู่สมรส (ที่ไม่มีเงินได้) 60,000 บาท รวมกันสามีและภรรยา ต้องไม่เกิน 120,000 บาท
ค่าลดหย่อนสำหรับบุตรตามกฎหมาย / บุตรบุญธรรม คนละ 30,000 บาท โดยไม่จำกัดจำนวนบุตร
ค่าลดหย่อนบิดา / มารดา อายุ 60 ปีขึ้นไป และมีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทในปีที่ยื่นภาษี คนละ 30,000 บาท
ค่าลดหย่อนผู้เลี้ยงดูผู้พิการหรือ ทุพพลภาพ และมีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทในปีที่ยื่นภาษี คนละ 60,000 บาท
ค่าลดหย่อนเงินบริจาคที่องค์กรการกุศลที่มีสิทธิ์ขอหักค่าลดหย่อน หักได้ตามจริงแต่ไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนอื่น
เงินบริจาคเพื่อการศึกษา การกีฬาและการพัฒนาสังคม ลดหย่อนได้ 2 เท่าของเงินบริจาคจริง แต่ไม่เกิน 10% ของรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนอื่น
เงินบริจาคให้แก่ผู้ประสบภัยน้ำท่วม (ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2560 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2560) ลดหย่อนได้ 1.5 เท่าของเงินบริจาคจริง แต่ไม่เกิน 10% ของรายได้ หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนอื่น
ค่าลดหย่อนซ่อมแซมรถที่เกิดจากเหตุน้ำท่วม (ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2559 ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2560) ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง สูงสุด 30,000 บาท
ค่าลดหย่อนซ่อมแซมบ้านที่เกิดจากเหตุน้ำท่วม(ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2559 ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2560) ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง สูงสุด 100,000 บาท
ค่าลดหย่อนบ้านหลังแรก [เฉพาะผู้ที่ซื้อบ้านหลังแรกภายใน 13 ตุลาคม 2558 – 31 ธันวาคม 2559] ตามจำนวนที่จ่ายจริงเพื่อซื้อบ้านที่มีมูลค่าไม่เกิน 3,000,000 บาท ลดหย่อนสูงสุด 120,000 บาท/ปี เป็นเวลา 5 ปีต่อเนื่องกัน
หักลดหย่อนกองมรดก 60,000 บาท
หักลดหย่อนกองทุนการออมแห่งชาติ [กอช.] หักตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 13,200 บาท และเมื่อรวมค่าลดหย่อนเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ ต้องไม่เกิน 500,000 บาท
หักลดหย่อนค่าเบี้ยประกันชีวิตสำหรับตนเอง ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 100,000 บาท
หักลดหย่อนค่าเบี้ยประกันชีวิต แบบบำนาญ (จ่ายเบี้ยประกัน ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 เป็นต้นไป) หักได้ตามจริงแต่ไม่เกิน 15% ของเงินได้ สูงสุด 200,000 บาท และเมื่อรวมกับเงินที่จ่ายเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ  กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ  กองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน  หรือค่าซื้อหน่วยลงทุนกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพแล้ว ต้องไม่เกิน 500,000 บาท
โดยการลดหย่อนภาษีด้วยประกันชีวิตมี 3 แบบ คือ

ประเภทประกันชีวิต

อัตราหักลดหย่อน

เบี้ยประกันชีวิต / เงินฝากแบบมีประกันชีวิต [ที่ให้ความคุ้มครองตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป] ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 100,000 บาท
เบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ [ที่ให้ความคุ้มครอง 10 ปีขึ้นไป] ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง ไม่เกิน 15% ของเงินได้ แต่ไม่เกิน 200,000 บาทและเมื่อรวมกับเงินที่จ่ายเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ  กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ  กองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน  หรือค่าซื้อหน่วยลงทุนกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพแล้ว ต้องไม่เกิน 500,000 บาท
เบี้ยประกันชีวิตคุ้มครองสุขภาพ [สำหรับประกันชีวิตคุ้มครองสุขภาพ ที่ทำตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2560 เป็นต้นไป / มีใบเสร็จรับเงินหรือหนังสือ รับรองจากบริษัทประกันชีวิต] สำหรับเบี้ยประกันชีวิตคุ้มครองสุขภาพ นำไปหักลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริงสูงสุด 15,000 บาท แต่เมื่อรวมกับเบี้ยประกันชีวิต / เงินฝากแบบมี ประกันชีวิต ต้องไม่เกิน 100,000 บาท (เฉพาะกรมธรรม์ประกันชีวิต ที่มีกำหนดระยะ เวลาตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป) โดยประกันชีวิตคุ้มครองสุขภาพ ที่ได้รับสิทธิ์ ลดหย่อนภาษี มี 4 ประเภท คือประกันสุขภาพ คุ้มครองค่ารักษาพยาบาลกรณีเจ็บป่วยหรือเกิด อุบัติเหตุ มีเงินชดเชยมอบให้กรณีสูญเสียอวัยวะ ทุพพลภาพจากการเจ็บป่วยหรือเกิดอุบัติเหตุ [เงื่อนไขความคุ้มครองเป็นไปตามกรมธรรม์]ประกันภัยอุบัติเหตุ คุ้มครองค่ารักษาพยาบาลเมื่อเกิดการสูญเสียอวัยวะ ทุพพลภาพ หรือเกิดการแตกหักของกระดูกประกันภัยโรคร้ายแรง เช่น ประกันมะเร็ง ให้ความคุ้มครองด้านการรักษาพยาบาล เมื่อตรวจพบเจอมะเร็ง ประกันภัยการดูแลระยะยาว ประกันภัยที่ให้ความคุ้มครองดูแลระยะยาว หากเกิดกรณีที่ผู้เอาประกันภัยไม่สามารถดำเนินชีวิตประจำวันตามปกติได้ อย่างน้อย 3 ใน 6 อย่าง ได้แก่ การเปลี่ยนระหว่างนอนและนั่ง, การเดิน, การแต่งกาย, การอาบน้ำชำระล้างร่างกาย, การทานอาหาร โดยไม่สามารถทำกิจวัตรประจำวันเหล่านี้ได้ ด้วยตัวเองหรือต้องมีผู้ช่วยต่อเนื่องติดต่อกันไม่น้อยกว่า 180 วันหรือ มีการรับรองระบุจากแพทย์ชัดเจน โดยประกันภัยจะจ่ายเป็นค่าทดแทนเป็นรายเดือน หรือมอบเงินชดเชยให้ตามทุนประกันภัยที่ซื้อไว้ และจ่ายต่อเนื่องสูงสุด 24 หรือ 36 เดือน
*ก่อนจะซื้อแบบประกันที่คุณสนใจ ควรตรวจสอบสิทธิ์ลดหย่อนภาษีแต่ละแบบประกัน ตามประกาศกรมสรรพากร*

 

เริ่มคำนวณภาษีด้วยตัวเอง

คลิกเลย

 

เมื่อรู้แล้วว่า รายได้ ค่าใช้จ่าย และค่าลดหย่อนที่คุณมีอยู่คืออะไร และเป็นจำนวนเท่าไหร่บ้างก็จะสามารถนำข้อมูลทั้งหมดมาคำนวนภาษีเพื่อวางแผนลดหย่อนภาษีได้ทันที

 

แต่ละคนย่อมมี “สิทธิ์ลดหย่อนภาษี” แตกต่างกันออกไป แต่การจะได้สิทธิ์ลดหย่อนเต็มสิทธิ์ที่มีนั้น ต้องอาศัยการวางแผนที่ดี มีตัวช่วยลดหย่อนภาษีที่เหมาะสมกับตนเอง แล้วคุณจะยิ้มได้กว้างกว่า เมื่อถึงเวลาต้องจ่ายภาษีและยังช่วยเพิ่มโอกาสได้เงินภาษีคืน ทำให้มีเงินเหลือเก็บออมมากกว่าเดิม
ตอนนี้คุณทำประกันแบบไหนแล้วบ้าง?
ประกันชีวิต
ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์
ประกันบำนาญ
ประกันสุขภาพ
ยังไม่เคยทำประกัน
ส่งความคิดเห็น
ดูเพิ่ม

เรื่องอื่นๆ ที่คุณอาจสนใจ