รู้จัก “นาฬิกาชีวิต” เพื่อปรับสมดุลร่างกายให้มีสุขภาพดี

article_health_default

บทความสุขภาพ

แชร์

ในแต่ช่วงเวลาของทุกวันนั้นร่างกายของเราจะทำงานโดยแบ่งหน้าที่อย่างเป็นระบบ แต่ละอวัยวะจะมีช่วงเวลาในการทำงานและช่วงเวลาหยุดพักที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้นเราควรทราบว่าในช่วงไหนควรมีกิจวัตรอะไรเพื่อให้ร่างกายได้ทำงานและพักผ่อนอย่างเต็มที่

ตารางนาฬิกาชีวิตในแต่ละวันแบ่งออกเป็น 11 ช่วงเวลา ดังนี้
  • เวลา 05.00-07.00 น. บ่อยครั้งที่เราจะรู้สึกปวดท้องถ่ายหรืออยากจะเข้าห้องน้ำในช่วงเวลาเช้า นั่นเป็นเพราะ “ระบบลำไส้ใหญ่” กำลังเริ่มทำงานนั่นเอง ถือว่าเป็นช่วงที่ดีที่สุดที่คุณจะเข้าห้องน้ำเพื่อขับถ่าย เพราะสำไส้จะสามารถเคลื่อนตัวได้ดีจนทำให้การขับถ่ายเป็นไปอย่างสะดวกมากขึ้น
  • เวลา 07.00-09.00 น. คือช่วงเวลาการทำงานของ “กระเพาะอาหาร” ซึ่งจะเริ่มหลั่งน้ำย่อยออกมาเล็กน้อยเพื่อเป็นการกระตุ้นให้ร่างกายอยากอาหาร จึงเป็นสาเหตุว่าทำไมคนเราควรรับประทานอาหารเช้าให้ตรงเวลา หากคุณอดอาหารเช้าจะทำให้กระเพาะอาหารไม่แข็งแรง ส่งผลให้ในระหว่างวันจะรู้สึกอ่อนเพลีย และสมองไม่ไหลลื่น
  • เวลา 09.00-11.00 น. เป็นช่วงเวลาในการทำงานของ “ม้าม” ซึ่งมีหน้าที่หลักในการควบคุมเม็ดเลือด สร้างน้ำเหลือง และควบคุมระดับไขมันในร่างกาย สำหรับหลายคนที่มักนอนดึกจนมาตื่นในช่วงเวลานี้ ม้ามจะเกิดความผิดปกติขึ้นได้ง่าย เพราะว่าร่างกายของเรายังไม่ตื่นทั้งที่ม้ามพร้อมที่จะสร้างสมดุลให้กับร่างกายแล้ว เป็นสาเหตุให้เกิดอาการม้ามโตจนทำให้เหนื่อยง่าย ตัวเหลืองตาเหลือง และภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง ซึ่งจะส่งผลทำให้คุณกลายเป็นคนที่อ้วนง่าย
  • เวลา 11.00-13.00 น. ช่วงเวลานี้ “ระบบหัวใจ” จะทำงานหนักมากกว่าช่วงเวลาอื่นๆ โดยจะรู้สึกว่าเครียดง่าย เหนื่อยง่าย และอารมณ์มักแปรปรวน ฉะนั้นจึงถือว่าเป็นช่วงเวลาที่คุณควรจะสร้างความผ่อนคลายให้กับตัวเอง เช่น พักรับประทานอาหาร ออกไปเดินเล่น นั่งฟังเพลง หรือพักดื่มเครื่องดื่มเย็นๆ เป็นต้น
  • เวลา 15.00-17.00 น. ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาการทำงานของ “กระเพาะปัสสาวะ” โดยกระเพาะปัสสาวะไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่ขับปัสสาวะออกจากร่างกายเท่านั้น แต่ยังมีส่วนสำคัญในการควบคุมฮอร์โมนไทรอยด์และสมรรถภาพทางเพศ ในช่วงเวลานี้จึงเหมาะกับการขับของเสียออกจากร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นการเข้าห้องน้ำให้เป็นปกติ หรือออกกำลังกายให้เหงื่อออก
  • เวลา 17.00-19.00 น. การทำงานของ “ไต” จะทำงานได้ดีในช่วงเวลานี้ โดยไตทำหน้าที่สำคัญคือกรองของเสียที่อยู่ในเลือด ปรับปริมาณน้ำในร่างกาย ความเป็นกรดเป็นด่าง และเกลือแร่ รวมถึงสร้างฮอร์โมนที่ช่วยไขกระดูกสร้างเม็ดเลือดแดง ในช่วงเวลานี้คุณควรดื่มน้ำให้มาก และลดการทานอาหารรสจัดทั้งหลาย เช่น เค็มจัดหรือหวานจัด เป็นต้น เพื่อป้องกันไม่ให้ไตทำงานหนักจนเกินไปซึ่งส่งผลโดยตรงต่อฮอร์โมนของร่างกาย นอกจากนี้ในช่วงเวลาดังกล่าว ร่างกายจะมีการรับแสงที่น้อยลง ทำให้เรารู้สึกอ่อนเพลียและอยากจะหลับในช่วงเวลาตอนเย็นนั่นเอง แต่การนอนตอนเย็นถือเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำเป็นอย่างยิ่ง ควรเข้านอนเมื่อถึงเวลาตอนกลางคืนจะดีกว่า
  • เวลา 19.00-21.00 น. เป็นช่วงเวลาที่ “เยื้อหุ้มหัวใจและกล้ามเนื้อหัวใจ” ควรได้รับการพักผ่อน คุณจึงควรหากิจกรรมที่สร้างความผ่อนคลายเพื่อช่วยให้หัวใจไม่ต้องทำงานหนักจนเกินไป สำหรับใครที่ชอบเริ่มทำงานหรือเที่ยวกลางคืนช่วงเวลานี้ ร่างกายของคุณมีสิทธิ์เสี่ยงต่อการเกิดโรคกล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรงหรือหัวใจโตได้
  • เวลา 21.00-23.00 น. ช่วงเวลานี้เป็นช่วงที่ “ร่างกายกำลังปรับสมดุล” เราสามารถอาบน้ำในช่วงเวลานี้ได้แต่ควรเป็นน้ำอุ่น เพื่อช่วยให้ร่างกายสามารถหมุนเวียนเลือดและพลังงานต่างๆ ได้อย่างสะดวกยิ่งขึ้น ควรหลีกเลี่ยงอากาศหนาวหรือลมพัดแรงๆ เพราะจะเสี่ยงต่อการทำให้ร่างกายอ่อนแอและเกิดอาการแพ้ได้ง่าย เช่น แพ้อากาศ หรือลมพิษ เป็นต้น
  • เวลา 23.00-01.00 น. ช่วงเวลานี้เป็นช่วงที่ “ถุงน้ำดี” จะทำงาน ซึ่งเป็นส่วนที่ทำหน้าที่กักเก็บน้ำเพื่อนำไปหล่อเลี้ยงให้ร่างกายในระหว่างที่เราพักผ่อน ดังนั้น เราควรจะดื่มน้ำสัก 1 แก้วก่อนนอน เพื่อช่วยให้ถุงน้ำดีมีน้ำสำรองส่งไปยังร่างกายต่อไป ทำให้ร่างกายสดชื่นเมื่อตื่นนอน และไม่ทำให้เกิดอาการคัดจมูกในตอนเช้าอีกด้วย
  • เวลา 01.00-03.00 น. เป็นช่วงเวลาที่ “ตับ” จะได้รับการพักผ่อนอย่างเต็มที่ ตับมีหน้าที่ในการขับสารพิษให้กับร่างกาย แต่หากคุณยัง ทำงาน ทานอาหาร หรือเที่ยวอยู่ แน่นอนว่าตับของคุณก็จะต้องทำงานหนักตามไปด้วยเช่นกัน เป็นสาเหตุให้ร่างกายเสื่อมสภาพ ดูโทรม และหน้าแก่ก่อนวัย
  • เวลา 03.00-05.00 น. เป็นช่วงเวลาที่ “ปอด” จะทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากที่สุด เพราะหลังจากที่ปอดพักการทำงานหนักในช่วงเวลานอน หากเราตื่นมาช่วงนี้เพื่อออกมาสูดอากาศบริสุทธิ์ในยามเช้าอย่างเป็นประจำ จะช่วยทำให้สุขภาพปอดดีขึ้น ระบบหายใจคล่องตัว และรู้สึกสดชื่นตลอดทั้งวัน
หากเราสามารถใช้ชีวิตให้สอดคล้องกับนาฬิกาชีวิตเป็นประจำ ผลที่จะได้รับคือ การมีสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรง ไม่ว่าจะเป็นภายในและภายนอก รวมถึงระบบต่างๆของสมอง ก็จะสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ทำให้เจ็บป่วยง่าย อารมณ์ดี ไม่รู้สึกอ่อนเพลียในระหว่างวัน อีกทั้งยังช่วยทำให้คุณมีอายุยืนยาวมากขึ้นอีกด้วย
คุณคิดว่ากิจกรรมใดจะช่วยปรับสมดุลนาฬิการ่างกายให้ดีขึ้นได้
ตื่นนอนแต่เช้า
ดื่มน้ำ 1 แก้วก่อนเข้านอน และไม่นอนดึก
ลดการทานอาหารรสจัดหรือเค็มจัด
หากิจกรรมที่สร้างความผ่อนคลายทำในตอนบ่าย
งดการดื่มสุราและการเที่ยวกลางคืน
ส่งความคิดเห็น
ดูเพิ่ม

เรื่องอื่นๆ ที่คุณอาจสนใจ