ค่ารักษา

รู้ก่อนป่วย “แหล่งเงินและค่ารักษา” ที่คุณอาจมองข้ามไป

รู้ก่อนป่วย แหล่งเงินและค่ารักษา” ที่คุณอาจมองข้ามไป

ไม่ว่าจะเป็นพนักงานประจำหรือประกอบอาชีพอิสระที่มีรายได้เป็นของตัวเอง เมื่อเกิดการเจ็บป่วยจนต้องเข้าโรงพยาบาลแล้ว จำเป็นต้องใช้เงินค่ารักษาตัวจำนวนมาก

รู้หรือไม่ว่าคุณยังมีแหล่งเงินที่คุณสามารถเบิกหรือใช้สิทธิ์รักษาพยาบาลที่คุณอาจไม่รู้ ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้

1. กองทุนประกันสังคม

คือ กองทุนที่ช่วยสร้างหลักประกันให้กับสมาชิกที่เข้าร่วมโครงการหรือที่เรียกว่า “ผู้ประกันตน”

ใครที่ได้รับสิทธิ์ประกันสังคม แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ

1. ผู้ประกันตนภาคบังคับ (ตามมาตรา 33) คือ ผู้ที่มีอายุ 15 ปีแต่ไม่เกิน 60 ปี นับจากวันที่เข้าทำงาน โดยนายจ้างจะส่งรายชื่อของคุณให้กับสำนักงานประกันสังคมเพื่อขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกันตนโดยทันที และลูกจ้างต้องนำส่งเงินสมทบทุกเดือนจำนวน 5% ของค่าจ้าง คิดจากฐานค่าจ้างต่ำสุด 1,650 บาท ถึงสูงสุด 15,000 บาท

โดยสิทธิ์สำคัญและอัตราประโยชน์ทดแทนที่ไม่ได้เกิดจากการทำงานมี 11 กรณี ได้แก่

✓ เจ็บป่วยปกติ
✓ เจ็บป่วยฉุกเฉินหรืออุบัติเหตุ
✓ ค่าบริการทางการแพทย์ กรณีทันตกรรม (ถอนฟัน อุดฟันและขูดหินปูน) ปีละ 900 บาท
✓ กรณีบำบัด ทดแทนไต ได้แก่ การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมการล้างช่องท้องด้วยน้ำยาแบบถาวร การผ่าตัดปลูกถ่ายไต การผ่าตัดเปลี่ยนไต และการให้ยาอิธิโธรปัวอิติน (Erythropoietin)
✓ กรณีปลูกถ่ายไขกระดูก (วงเงิน 750,000 บาท)
✓ กรณีเปลี่ยนอวัยวะกระจกตา (วงเงิน 25,000 บาท) ค่าอวัยวะเทียมและอุปกรณ์ในการบำบัดรักษาโรค เช่น เท้าเทียม แขนเทียม ไม้ค้ำยัน
✓ กรณีโรคเอดส์ สามารถรับยาต้านไวรัสเอดส์ทั้งพื้นฐานสูตรทางเลือกและสูตรดื้อยา
✓ กรณีที่มีสิทธิแต่ยังไม่มีบัตรรับรองสิทธิการรักษาพยาบาล เบิกได้เช่นเดียวกันกับกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยฉุกเฉิน
✓ กรณีไม่มีสิทธิได้รับบริการทางการแพทย์ (14 โรคยกเว้น)
✓ ประโยชน์ทดแทนในกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยอันมิใช่เนื่องจากการทำงาน ได้แก่ ค่าตรวจวินิจฉัยโรค ค่าส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ค่าบำบัดทางการแพทย์และค่าฟื้นฟูสมรรถภาพ ค่ายาและค่าเวชภันฑ์ และค่าบริการอื่นๆ ที่จำเป็น
✓ บริการตรวจสุขภาพประจำปี 1 ครั้ง / ปี

2. ผู้ประกันตนภาคสมัครใจ (ตามมาตรา 39) คือ ผู้ที่เคยเป็นผู้ประกันตนภาคบังคับตามมาตรา 33 และเคยนำส่งเงินสมทบมาไม่ต่ำกว่า 12 เดือน ต่อมาออกจากงานแต่ต้องการประกันตนต่อ โดยต้องนำส่งเงินส่งทบ 432 บาททุกเดือน

สิทธิ์ความคุ้มครอง : 6 กรณีที่ไม่ได้เกิดจากการทำงาน ได้แก่ เจ็บป่วย อุบัติเหตุ ทุพพลภาพ เสียชีวิต คลอดบุตร สงเคราะห์บุตร และชราภาพ

3. ผู้ประกันตนภาคสมัครใจ (ตามมาตรา 40) คือ ผู้ที่ประกอบอาชีพอิสระ / แรงงานนอกระบบที่มีอายุ 15 ปีแต่ไม่เกิน 60 ปี และยื่นเรื่องสมัครเป็นผู้ประกันตน โดยสามารถเลือกส่งเงินสมทบจำนวน 70 บาท 100 บาท หรือ 300 บาททุกเดือนได้ตามความต้องการ

สิทธิ์ความคุ้มครอง : 3-5 กรณี [ขึ้นอยู่กับจำนวนเงินสมทบที่จ่าย] ที่ไม่ได้เกิดจากการทำงาน ได้แก่ เจ็บป่วย อุบัติเหตุ ทุพพลภาพ เงินสงเคราะห์บุตร เสียชีวิต และชราภาพ

2. หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ บัตรทอง

คือ หนึ่งในสวัสดิการรักษาพยาบาล ที่รัฐบาลจัดให้แก่ประชาชน โดยที่เราต้องไปลงทะเบียนสมัครกับหน่วยงานที่กำหนด และทางหน่วยงานจะให้เราเลือกโรงพยาบาลที่อยู่ในใกล้บ้าน ที่เราจะสามารถใช้สิทธิ์ได้ และเราสามารถเลือกใช้สิทธิ์ได้เพียง 1 โรงพยาบาลเท่านั้น

ใครบ้างได้รับสิทธิ์ หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ?

1. บุคคลที่มีสัญชาติไทย

2. ผู้ที่ไม่มีสวัสดิการรักษาพยาบาลอื่นใดที่รัฐจัดให้ [ดังนั้นผู้ประกันตนที่ได้รับสิทธิ์ประกันสังคม ข้าราชการ ลูกข้าราชการคนที่ 1-3 จึงไม่ได้รับสิทธิ์นี้]

3. ลูกข้าราชการคนที่ 4 เป็นต้นไป

หลักประกันสุขภาพ ให้บริการครอบคลุมดูแลเรื่องสุขภาพต่างๆ ได้แก่

✓ สร้างสุขภาพและป้องกันโรค [วางแผน / ฝากครรภ์ / ฉีดวัคซีน / ตรวจร่างกาย]
✓ คลอดบุตร
✓ ทันตกรรม
✓ ตรวจ / วินิจฉัย / รักษาโรค รวมถึงค่ายาและเวชภัณฑ์ ค่าอาหาร และค่าห้องสามัญ
✓ การจัดการส่งต่ออาการเจ็บป่วยให้หน่วยบริการอื่น
✓ บริการแพทย์แผนไทย [การรักษาด้วยสมุนไพร / นวด / ประคบ]
✓ บริการฟื้นฟูสมรรถภาพแก่ผู้พิการ

3. ประกันชีวิตแบบคุ้มครองสุขภาพ

คือ ตัวช่วยที่ให้ความคุ้มครองสุขภาพและคุ้มครองชีวิต ช่วยลดภาระค่ารักษารักษาพยาบาลโดยต้องจ่ายเบี้ยประกันตามระยะเวลาที่กำหนดเพื่อรับความคุ้มครอง เช่น ประกันเพราะห่วงใย คุ้มครองสุขภาพ ประกันเพราะห่วงใย คุ้มครองมะเร็ง

ใครสามารถเลือกซื้อ / รับความคุ้มครองจากประกันชีวิต

1. เด็กแรกเกิด – 60 ปี *ตามเงื่อนไขกรมธรรม์*

2. หัวหน้าครอบครัว ที่เป็นรายได้หลักของครอบครัว

3. ผู้ที่ต้องการสร้างความมั่นใจในการใช้ชีวิตมากยิ่งขึ้น

4. อาชีพอิสระ ที่ไม่มีสิทธิ์คุ้มครองสุขภาพ

5. วัยทำงาน ที่มีรายได้เป็นของตนเอง

6. ผู้ที่มีความเสี่ยงเป็นโรคจากกรรมพันธุ์ หรือจากรูปแบบการใช้ชีวิต

ความคุ้มครองและประโยชน์ที่ได้จากประกันชีวิต

  • ประกันสุขภาพ ช่วยแบ่งเบาภาระค่ารักษาพยาบาล พร้อมความคุ้มครองชีวิต ควรเลือกซื้อประกันสุขภาพที่ให้ความคุ้มครองทุกที่ทั่วโลก ครอบคลุมค่ารักษาพยาบาลและค่าใช้จ่ายในการผ่าตัด เพราะการรักษาโรคร้ายมีค่าใช้จ่ายสูง
  • ประกันชดเชยรายได้ สร้างความอุ่นใจให้คุณและครอบครัว แม้เจ็บป่วยจนทำงานไม่ได้ ก็ยังมีเงินใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ระหว่างที่คุณต้องนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล
  • ประกันโรคร้ายแรง ตัวช่วยสร้างความมั่นใจเพิ่มโอกาสในการรักษาแม้ในวันที่เป็นโรคร้าย ด้วยวงเงินก้อนรักษาและเงินชดเชย ตามสัญญากรมธรรม์
  • ประกันสะสมทรัพย์ ตัวช่วยสร้างออมเงินเพื่อสร้างกองทุนสุขภาพไว้ใช้เป็นค่ารักษาตัวในอนาคต ที่คุณสามารถกำหนดระยะเวลาได้ตามต้องการ เช่น 10 ปี 20 ปี เพื่อเก็บเงินไว้เป็นค่าใช้จ่ายกรณีต้องรักษาตัวเมื่อป่วยหนักจนต้องใช้เงินก้อนใหญ่

*การรับประกันภัยต่างๆ เป็นไปตามเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ของบริษัทฯ

ปัจจุบัน อัตราค่ารักษาพยาบาลเพิ่มสูงขึ้น เพราะวิวัฒนาการทางการแพทย์ เครื่องมือที่ใช้รักษาทันสมัยกว่าและมีโอกาสที่จะเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาต่อเนื่อง หากเป็นโรคเฉพาะทางหรือโรคเรื้อรัง ดังนั้น ควรประเมินค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลที่จำเป็นต้องใช้ ยิ่งคุณเสี่ยงต่อการเกิดโรค ควรศึกษาข้อมูลแหล่งเงิน สิทธิ์รักษาพยาบาลที่คุณมีเพื่อเพิ่มโอกาสในการรักษาให้หายขาดได้มากกว่า

สมัครรับบทความดีๆ
ทุกสัปดาห์

ยินดีรับข่าวสารจาก SCBLIFE