ตรวจสุขภาพการเงินของคุณง่ายๆ 3 สเต็ป

มาตรวจสุขภาพการเงินกันหน่อย

article_money_default

บทความการเงิน

แชร์

กิจกรรมที่ขาดไม่ได้ของยุคนี้นอกจากจะต้องตรวจสุขภาพประจำปีแล้ว อีกหนึ่งสุขภาพที่คุณควรตรวจเป็นประจำ นั่นก็คือ สุขภาพทางการเงินนั่นเอง ถ้าการตรวจสุขภาพร่างกายต้องไปโรงพยาบาล แล้วสุขภาพทางการเงินหล่ะ ต้องไปธนาคารรึเปล่า? ขอบอกตรงนี้เลยว่าไม่จำเป็น เพราะว่าเราสามารถตรวจสุขภาพทางการเงินได้ด้วยตัวเราเอง ง่ายๆ ใน 3 ขั้นตอนเท่านั้น โดยเริ่มจาก

ขั้นที่ 1 ประเมินความมั่งคั่งสุทธิ
โดยขั้นตอนง่ายมาก นั่นก็คือ การเปรียบเทียบกันระหว่าง “ความมั่งคั่งสุทธิที่เรามี” กับ “ความมั่งคั่งสุทธิที่เราควรมี” โดยสูตรการประเมินตามนี้

เริ่มจาก “ความมั่งคั่งสุทธิที่เรามี”
สินทรัพย์ - หนี้สิน = “ความมั่งคั่งสุทธิที่เรามี”

จากนั้นคำนวณหา “ความมั่งคั่งสุทธิที่เราควรมี”
อายุ x รายได้ต่อปี x 10% = “ความมั่งคั่งสุทธิที่เราควรมี”

ซึ่งสินทรัพย์ ที่นำมาคำนวณจะเป็นสินทรัพย์ทั้งหมดที่เรามี แบ่งเป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่

  1. สินทรัพย์สภาพคล่อง ได้แก่ เงินสด และ บัญชีออมทรัพย์ ที่เรานำมาหมุนเวียนใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้ง่ายที่สุด
  2. สินทรัพย์เพื่อการลงทุน ได้แก่ เงินฝากประจำ สลากออมทรัพย์ มูลค่าหุ้นโดยรวม หรืออื่นๆ ซึ่งเป็นเงินที่เราใช้จ่ายไปกับการลงทุนทั้งหมดนั่นเอง
  3. สินทรัพย์ส่วนตัว ได้แก่ บ้าน รถยนต์ ของมีค่าต่างๆ ที่สามารถนำไปขายต่อได้ในอนาคต

สำหรับในส่วนของหนี้สิน ก็จะรวมทั้งหนี้ระยะสั้น และ ระยะยาว เช่น ค่าบัตรเครดิต ค่าผ่อนชำระสินค้า และ ค่าผ่อนบ้าน ผ่อนรถต่างๆ นั่นเอง

สำหรับการประเมินความมั่งคั่งสุทธินั้น จะทำให้เรารู้ว่า จริงๆ แล้วเรามีเงินทอง เหลือเก็บมากแค่ไหน ซึ่งถ้าหาก “ความมั่งคั่งสุทธิที่เรามี” มากกว่า “ความมั่งคั่งสุทธิที่เราควรมี” ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่ถ้าหากน้อยกว่า เราก็จะสามารถทราบได้ว่า ต้องบริหารค่าใช้จ่ายและการเงินด้านอื่นๆ เพิ่มเติมอย่างไรบ้าง

ขั้นที่ 2 สำรวจภาระหนี้สิน
อย่างที่เราทราบกันดีว่า หนี้สินที่มีนั้น ไม่ควรเกิน หนึ่งในสามของรายได้ต่อเดือน เพื่อที่จะให้เราสามารถมีเงินได้พอใช้ และเหลือเก็บ อย่างเช่น นายเอ มีเงินเดือน 45,000 บาท นายเอ ไม่ควรมีหนี้เกิน 15,000 บาท เพราะถ้าหาก นายเอ มีหนี้เยอะเกินไป อาจจะทำให้เกิดปัญหาทางการเงินในอนาคตได้ สำหรับใครที่คิดไม่ออกว่าภาระหนี้สินที่เราควรมีต่อเดือนไม่เกิน 1 ใน 3 ของรายได้ คือเท่าไหร่ ลองคำนวณด้วยสูตร

ภาระหนี้สินต่อเดือน = รายได้ต่อเดือน X  1
3

เพียงเท่านี้คุณก็จะสามารถทราบได้แล้ว ว่าจำนวนภาระหนี้สินต่อเดือนของคุณ มีไม่ควรเกินเท่าไหร่ และถ้าหากทราบว่าหนี้ของคุณเยอะจนเกินไป ก็อย่าลืมที่จะหาวิธีจัดการหนี้สินอย่างถูกต้อง ด้วยวิธีง่ายๆ เพียง

  1. สำรวจตัวคุณเอง โดยแจกแจงหนี้ทั้งหมด ว่าเรามีหนี้อะไรบ้าง แต่ละรายการเท่าไหร่ ซึ่งทั้งต้นและดอกเบี้ย เพื่อจะได้เห็นภาพรวมทั้งหมด
  2. วางแผน โดยจัดลำดับตั้งแต่ดอกเบี้ยสูงสุด ไปจนต่ำสุดเพื่อที่จะได้ทราบว่าควรจัดการหนี้สินตัวไหนก่อน
  3. ลงมือทำและมองหาตัวช่วย แน่นอนว่าการปลดหนี้ถ้าไม่ทำตามแผนก็อาจจะทำให้การปลดหนี้วุ่นวายได้ และถ้าอยากให้ปลดหนี้ได้เร็วก็ลองหาตัวช่วย ยกตัวอย่างเช่น การรีไฟแนนซ์ หรือติดต่อธนาคารเพื่อที่จะขอต่อรองขยายเวลา
  4. ใช้เงินอย่างมีวินัย ถ้าหากไม่มีวินัยก็อาจจะทำให้คุณกลับไปสร้างหนี้เหมือนเดิมได้

ถ้าหากเปรียบกับสุขภาพร่างกายคนแล้ว หนี้ก็เหมือนไวรัสที่เข้าสู่ร่างกายของเรา ถ้าหากรีบจัดการก็จะสามารถทำให้เราหายได้ แต่ถ้าหากเพิกเฉยไม่สนใจ ก็จะทำให้กลายเป็นก้อนเนื้อร้ายได้ ส่งผลต่อสิ่งอื่นๆ รอบตัวอย่างแน่นอน

ขั้นที่ 3 เงินออมฉุกเฉิน
เงินก้อนนี้สำคัญเป็นอย่างมาก เพราะถ้าหากเกิดเหตุฉุกเฉินต้องใช้เงินกะทันหันก็จะสามารถนำออกมาใช้ได้แบบทันที ไม่ว่าเป็นในกรณีล้มป่วย อุบัติเหตุ หรือแม้แต่ตกงาน เงินออมฉุกเฉินนั้น จะเป็นตัวช่วยที่ดีและสำคัญเป็นอย่างมาก ซึ่งเราควรมีเงินออมก้อนนี้ อย่างน้อย 6 เท่าของรายจ่ายประจำต่อเดือน อย่างเช่น นายเอ มีค่าใช้จ่ายประจำ เดือนละ 9,000 บาท นายเอ ควรมีเงินออมฉุกเฉิน อย่างน้อย 54,000 บาท โดยคิดง่ายๆ ด้วยสูตร

เงินออมฉุกเฉิน = รายจ่ายประจำต่อเดือน X 6
  1. สำรวจตัวคุณเอง โดยแจกแจงหนี้ทั้งหมด ว่าเรามีหนี้อะไรบ้าง แต่ละรายการเท่าไหร่ ซึ่งทั้งต้นและดอกเบี้ย เพื่อจะได้เห็นภาพรวมทั้งหมด
  2. วางแผน โดยจัดลำดับตั้งแต่ดอกเบี้ยสูงสุด ไปจนต่ำสุดเพื่อที่จะได้ทราบว่าควรจัดการหนี้สินตัวไหนก่อน
  3. ลงมือทำและมองหาตัวช่วย แน่นอนว่าการปลดหนี้ถ้าไม่ทำตามแผนก็อาจจะทำให้การปลดหนี้วุ่นวายได้ และถ้าอยากให้ปลดหนี้ได้เร็วก็ลองหาตัวช่วย ยกตัวอย่างเช่น การรีไฟแนนซ์ หรือติดต่อธนาคารเพื่อที่จะขอต่อรองขยายเวลา
  4. ใช้เงินอย่างมีวินัย ถ้าหากไม่มีวินัยก็อาจจะทำให้คุณกลับไปสร้างหนี้เหมือนเดิมได้

ถ้าหากคำนวณออกมาแล้ว ยังรู้สึกว่าเงินออมฉุกเฉินของเรายังไม่เพียงพอ ก็ค่อยๆ เก็บกันไป แต่ไม่ต้องถึงกับอดมื้อ กินมื้อ

หลังจากที่เพื่อน ตรวจเช็กครบทั้ง 3 ขั้นแล้ว เป็นอย่างไรกันบ้าง อยู่ในเกณฑ์ดีกันรึเปล่าเอ่ย?

สำหรับใครที่อยู่ในเกณฑ์ที่ดีแล้ว ก็พยายามรักษาการเก็บเงินแบบนี้ให้ดีๆ แต่ถ้าหากใครอยู่ในเกณฑ์ที่คิดว่ายังไม่ดีพอ ก็อย่าเพิ่งเครียดจนปวดหัว เพราะแน่นอนว่าทุกปัญหามีทางออกให้เสมอ ค่อยๆ เก็บ ค่อยๆ ออมเงินกันไปจากนั้นวางแผนการจัดการการเงิน ให้ดีๆ แล้วสุขภาพการเงินของคุณจะกลับมาดีได้! และที่สำคัญคุณควรที่จะตรวจสุขภาพทางการเงินของคุณเป็นประจำเหมือนตรวจสุขภาพร่างกาย ซึ่งควรตรวจทุกๆ 6 เดือน หรือ 1 ปี เพื่อที่จะได้รู้ถึงสถานการณ์ทางการเงินของเราอยู่ตลอด เพราะถ้าสุขภาพการเงินของคุณแย่ลงแบบไม่รู้ตัว แต่เราสามารถตรวจสุขภาพทางการเงินของเราได้ทัน ก็จะสามารถป้องกันได้ทันทีนั่นเอง

เกณฑ์การเงินของคุณตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง
ดีมาก ไม่มีหนี้สิ้นใดๆ
ดี มีเงินเก็บสำรอง เลยเกณฑ์มานิดหน่อย
ปานกลาง คาบเส้นพอดี
ไม่ค่อยดี อยู่ในระดับต่ำกว่าเกณฑ์ทุกข้อ
ส่งความคิดเห็น
ดูเพิ่ม

เรื่องอื่นๆ ที่คุณอาจสนใจ