จัดระเบียบเงินออมอย่างไร? ให้ได้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีสูงสุด

บทความการเงิน

แชร์

จัดระเบียบเงินออมอย่างไร? ให้ได้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีสูงสุด

ไม่ว่าคุณจะเป็นมนุษย์เงินเดือน ประกอบอาชีพอิสระ หรือเป็นเจ้าของธุรกิจ การชำระภาษีถือเป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ในขณะเดียวกัน คุณก็ต้องการสร้างเงินออมหรือกองทุนเงินสำรองเพื่อใช้ในอนาคต คงจะดีไม่น้อยหากสามารถจัดสรรเงินออมที่มีให้ได้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีควบคู่กันไปเพื่อช่วยลดภาระการจ่ายภาษีเพิ่มโอกาสได้เงินคืนแล้วนำเงินนั้นไปต่อยอดการออมให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด

ขอแนะนำ 3 ทางตัวช่วยสร้างเงินออมพร้อมรับสิทธิ์ลดหย่อนภาษี ดังนี้

1. ออมด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

หากคุณเป็นพนักงานบริษัท กองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นสวัสดิการที่นายจ้างและลูกจ้างร่วมกันก่อตั้งขึ้นด้วยความสมัครใจและบริหารงานโดยคนกลาง (ธนาคารหรือสถาบันการเงิน) ซึ่งลูกจ้างจะจ่าย “เงินสะสม” ทุกเดือนในอัตราไม่ต่ำกว่าร้อยละ 2 แต่ไม่เกินร้อยละ 15 ของค่าจ้าง ส่วนนายจ้างจะจ่าย “เงินสมทบ” ตามสัดส่วนที่ข้อบังคับของกองทุนกำหนด ซึ่งอาจมากกว่าหรือน้อยกว่าอัตราที่ลูกจ้างจ่ายเงินสะสมได้ โดยคุณซึ่งเป็นลูกจ้างจะสามารถถอนเงินออกได้ 2 กรณี คือ
  1. กรณีลาออกจากงาน โดยคุณจะได้รับเงินสะสมส่วนของคุณทั้งหมด และอาจรวมถึงเงินสมทบส่วนของนายจ้าง (สัดส่วนเป็นไปตามอายุงานที่ข้อบังคับกองทุนกำหนด) แต่คุณสามารถแจ้งความจำนงขอ “คงเงิน” ไว้ในระบบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพโดยมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการเป็นรายปี ทั้งนี้ เงินที่ได้รับจากกองทุนดังกล่าวเป็นเงินได้ที่ต้องนำไปรวมเพื่อเสียภาษีเงินได้ในปีที่รับเงินด้วย เว้นแต่เป็นสมาชิกกองทุนมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปีตามเงื่อนไขของทางกรมสรรพากร จะได้รับสิทธิในการเสียภาษีในอัตราที่ต่ำกว่าปกติ
  2. กรณีเกษียณอายุ กรณีเกษียณอายุเมื่ออายุครบ55 ปีบริบูรณ์ สมาชิกสามารถขอรับเงินจากกองทุนได้ ทั้งนี้ เงินที่ได้รับจากกองทุนดังกล่าวเป็นเงินได้ที่ต้องนำไปรวมเพื่อเสียภาษีเงินได้ด้วย เว้นแต่เป็นสมาชิกกองทุนมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปีตามเงื่อนไขของทางกรมสรรพากร จะได้รับสิทธิในการเสียภาษีในอัตราที่ต่ำกว่าปกติ
การออมด้วยวิธีนี้ ควรเลือกออมด้วยการหักเงินเดือนเข้ากองทุนในอัตราสูงสุดตามที่บริษัทกำหนด เพื่อสร้างเงินออมต่อเนื่องและรับสิทธิ์ลดหย่อนภาษีได้ตามจริง ซึ่งเมื่อรวมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ / ประกันชีวิตแบบบำนาญ / เงินสะสมเข้ากองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) /  เงินสะสมเข้ากองทุนสงเคราะห์ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน / เงินที่ซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) และเงินสะสมเข้ากองทุนการออมแห่งชาติแล้วจะต้องไม่เกิน 500,000 บาทต่อปี

2. ออมเงินด้วยกองทุนรวม LTF และ RMF

กองทุนรวม เป็นการลงทุนในหุ้น เหมาะสำหรับคนที่ไม่มีเวลาหรือไม่ชำนาญในตลาดหุ้น โดยกองทุนที่สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ มี 2 รูปแบบ คือ
  • LTF หรือ “กองทุนรวมหุ้นระยะยาว” สามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริงสูงสุดไม่เกิน 15% ของรายได้ที่ต้องเสียภาษี และต้องไม่เกิน 500,000 บาทต่อปี โดยต้องถือหน่วยลงุทนไม่น้อยกว่า 7 ปีปฏิทิน จึงจะสามารถขายคืนหน่วยลงทุนได้
  • RMF หรือ “กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ” เป็นกองทุนเพื่อออมเงินไว้ใช้หลังเกษียณ สามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีได้ตามจริง ไม่เกิน 15% ของรายได้ที่ต้องเสียภาษีต่อปี และต้องไม่เกิน 500,000 บาท เมื่อรวมกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กบข. ประกันชีวิตแบบบำนาญ กองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน และเงินสะสมเข้ากองทุนการออมแห่งชาติ
การออมด้วย LTF และ RMF นี้มีความเสี่ยงหลากหลายขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละกองทุน จึงควรศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนการลงทุน

3. ออมเงินด้วยประกัน

เป็นทั้งตัวช่วยออมเงินที่ให้ความคุ้มครองชีวิต และอาจคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลและวางแผนการเงินเพื่อสร้างเงินบำนาญไว้เป็นรายได้หลังเกษียณอายุ (แล้วแต่ประเภทของประกันชีวิต) โดยประกันชีวิตที่สามารถรับสิทธิ์ลดหย่อนภาษีแบ่งออกเป็น 3 ประเภทคือ
  • ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ เพื่อสร้างเงินออมไว้ในอนาคตพร้อมใช้สิทธ์ลดหย่อนภาษีสูงสุด 100,000 บาท/ปี โดยแบบประกันที่เลือกซื้อจะต้องมีความคุ้มครองชีวิตตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป
  • ประกันสุขภาพ เพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลและช่วยเติมสิทธิ์รักษาพยาบาลจากสิทธิ์ขั้นพื้นฐานให้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น ป้องกันไม่ให้เงินออมต้องหมดไปกับค่ารักษาพยาบาลโดยความคุ้มครองนี้สามารถเลือกซื้อได้เพิ่มเติมจากประกันชีวิตที่เป็นสัญญาหลัก หรือเลือกประกันคุ้มครองสุขภาพต่างหากได้ ทั้งนี้ เบี้ยประกันที่จ่ายตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2560 เป็นต้นไปจึงจะได้รับสิทธิ์ลดหย่อนภาษีสูงสุด 15,000 บาท/ปี ซึ่งเมื่อรวมกับเบี้ยประกันชีวิตทั่วไป / เงินฝากแบบมีประกันชีวิตต้องไม่เกิน 100,000 บาท/ปี ซึ่งรูปแบบประกันสุขภาพที่ได้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีคือ
ประกันสุขภาพ ให้ความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลกรณีเจ็บป่วยหรือเกิดอุบัติเหตุมีเงินชดเชยมอบให้กรณีสูญเสียอวัยวะทุพพลภาพจากการเจ็บป่วยหรือเกิดอุบัติเหตุ [เงื่อนไขความคุ้มครองเป็นไปตามกรมธรรม์ที่คุณเลือกซื้อ] ประกันภัยอุบัติเหตุ ให้ความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลเมื่อเกิดการสูญเสียอวัยวะทุพพลภาพหรือเกิดการแตกหักของกระดูก ประกันภัยโรคร้ายแรง เช่น ประกันมะเร็ง ให้ความคุ้มครองด้านการรักษาพยาบาลเมื่อตรวจพบเจอมะเร็ง ประกันภัยการดูแลระยะยาว ประกันภัยที่ให้ความคุ้มครองดูแลระยะยาวหากเกิดกรณีที่ผู้ทำประกันภัยไม่สามารถดำเนินชีวิตประจำวันตามปกติได้อย่างน้อย 3 ใน 6 อย่างได้แก่การเปลี่ยนระหว่างนอนและนั่ง, การเดิน, การแต่งกาย, การอาบน้ำชำระล้างร่างกาย, การทานอาหารโดยไม่สามารถทำกิจวัตรประจำวันเหล่านี้ได้ด้วยตัวเองหรือต้องมีผู้ช่วยเหลือ ต่อเนื่องกันไม่น้อยกว่า 180 วันหรือมีการรับรองระบุอาการจากแพทย์ชัดเจน โดยประกันภัยจะจ่ายเป็นค่าทดแทนเป็นรายเดือนหรือมอบเงินชดเชยให้ตามทุนประกันภัยที่ซื้อไว้และจ่ายต่อเนื่องสูงสุดเช่น 24 หรือ 36 เดือน
  • ประกันชีวิตแบบบำนาญ เพื่อสร้างเงินบำนาญไว้ใช้หลังเกษียณโดยสามารถกำหนดรายได้ในอนาคตได้เองตั้งแต่อายุ 55 หรือมากกว่านั้น *ตามเงื่อนไขในกรมธรรม์* ซึ่งสามารถเลือกรูปแบบการจ่ายเบี้ยประกันได้ทั้งแบบระยะสั้นหรือแบบระยะยาว พร้อมรับความคุ้มครองชีวิตระหว่างสัญญาและรับสิทธิ์ลดหย่อนภาษีสูงสุด 15% ของรายได้ที่ต้องเสียภาษีต่อปีแต่ไม่เกิน 200,000 บาท และเมื่อรวมกองทุนรวม RMF / กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ /  กบข. / ประกันชีวิตแบบบำนาญ / กองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน / เงินสะสมเข้ากองทุนการออมแห่งชาติ ต้องไม่เกิน 500,000 บาท
การจัดระเบียบเงินออมร่วมกับการวางแผนการเงินเพื่อให้ได้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีสูงสุดจะทำให้มีเงินเก็บเพิ่มขึ้นในระยะยาว ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านภาษี เพิ่มโอกาสการได้เงินภาษีคืนทุกปี และให้คุณมีเงินออมตามที่ตั้งใจไว้เพื่อช่วยสร้างความมั่นคงให้ชีวิตหลังเกษียณของคุณเอง
คุณมีวิธีการจัดระเบียบเงินออมของตนเองอย่างไร?
หักบัญชีอัตโนมัติทุกครั้งที่มีรายได้เข้ามา
แบ่งเก็บออมอย่างน้อย 20% ของรายได้
หารายได้เพิ่มนำเงินไปลงทุนให้มีเงินออมมากขึ้นกว่าเดิม
ซื้อประกันชีวิตที่ให้ผลตอบแทนทุกปีและให้ความคุ้มครอง
ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นและเปิดบัญชีฝากประจำ
ส่งความคิดเห็น
ดูเพิ่ม

เรื่องอื่นๆ ที่คุณอาจสนใจ