"การเงิน" สตรองมั้ย! ถามใจดู

article_money_default

บทความการเงิน

แชร์
[vc_row][vc_column][vc_column_text]

เป็นคนยุคใหม่จะสตรองแค่ร่างกายคงไม่พอ “การเงินต้องสตรองตามด้วย”

ยิ่งอยู่ในสภาวะที่เศรษฐกิจมีสิทธิ์เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และคุณยังมีภาระค่าใช้จ่ายต้องรับผิดชอบมากมาย เช่น ค่าห้องพัก, ค่ากิน, ค่าเดินทาง, ค่าผ่อนรถ ฯลฯ ซึ่งล้วนแต่เป็นจำนวนเงินที่ต้องจ่ายแน่นอนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แต่คุณจะมั่นใจได้อย่างไร? ว่า ณ ตอนนี้สภาพคล่องทางการเงินของคุณสตรองพอ พร้อมรับ ทั้งรายจ่ายที่แน่นอนและเพียงพอต่อทุกความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น?

ลองใช้เวลาสักนิดเช็คลิสต์ ดังต่อไปนี้ เพื่อจะได้รู้ว่า…“การเงิน” สตรองพอแล้วหรือยัง?

  1. มี “เงิน” เพียงพอกับค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน

    คุณจำเป็นต้องรู้ว่า “รายรับ” มีเพียงพอต่อ “รายจ่ายที่ต้องจ่ายทุกเดือน” หรือไม่? มีเงินคงเหลือแต่ละเดือนเท่าไหร่? โดยคำนวณจาก “รายรับ - รายจ่ายประจำเดือน”

    ตัวอย่าง • ผ่อนคอนโด 8,000 บาท • ผ่อนรถ 7,000 บาท • ค่าน้ำมันประจำเดือน 3,000 บาท • ค่าอาหารทั้งเดือน 9,000 บาท *ค่าใช้จ่ายโดยประมาณสำหรับคนเดียว

    รายจ่าย 27,000 บาท ต่อเดือน หักด้วย เงินเดือน (สมมุติฐาน) 30,000 บาท คุณจะเหลือเงินทั้งสิ้น 3,000 บาท

    ซึ่งหากคุณ สามารถรับผิดชอบค่าใช้จ่าย “ทั้งหมด” ได้โดยไม่ต้องรบกวนครอบครัวหรือเป็นหนี้บัตรเครดิตก็นับว่าการเงินของคุณแข็งแรงพอในขั้นแรก

  2. มี “เงิน” สำรองพอกับการใช้ชีวิต 6 เดือน

    “นักวางแผนการเงินมักแนะนำให้มีเงินออมสำรองไว้ อย่างน้อย 6 เท่า ของรายได้ปัจจุบัน” และไม่ว่าตอนนี้คุณจะมีรายได้เท่าไหร่ สิ่งสำคัญที่ควรทำทันทีคือ การเก็บออม 30% ของรายได้ที่หามาได้ ก่อนนำเงินไปใช้จ่ายอื่นๆ เพราะการออมเงินอย่างต่อเนื่องจะช่วยฝึกระเบียบวินัยการออม และเงินออมส่วนนั้น จะกลายเป็นเงินสำรองให้คุณได้ใช้ในยามฉุกเฉิน เพื่อให้เพียงพอต่อการดำรงชีวิตและตั้งหลักในช่วงที่ขาดรายได้

    ตัวอย่าง คุณมีรายได้ต่อเดือน 30,000 บาท x 6 เดือน

    =

    จำเป็นต้องมีเงินออมสำรองอย่างน้อย 180,000 บาท

    ดังนั้น การออมเงินไว้เป็นเงินสำรองจึงช่วยสร้างความอุ่นใจได้เป็นอย่างดี และเป็นการสร้างความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว อีกด้วย

    อย่าลืม...เช็คให้ดีว่า ปัจจุบัน คุณมีเงินออมสำรองมากพอแล้วหรือยัง?

  3. มี “เงิน” เพียงพอในภาวะฉุกเฉิน

    ภาวะฉุกเฉินในที่นี้ ครอบคลุมถึงหลายกรณีซึ่งแตกต่างกันไปตามบุคคล เช่น • เกิด เจ็บป่วย เรื้อรัง เพราะเป็นโรคที่เกิดจากกรรมพันธุ์ • รถเสีย เกิดอุบัติเหตุ สำหรับคนมีรถ • ลูกจำเป็นต้องเรียนพิเศษ เพราะปีหน้าจะสอบเข้า มหาวิทยาลัย เป็นรายจ่ายสำหรับคนมีครอบครัว ฯลฯ

    ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ล้วนต้องการใช้ “เงินก้อน” ทั้งสิ้น โดยที่เราไม่สามารถควบคุมหรือประมาณค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นได้

    แต่ก่อนที่จะเกิดภาวะฉุกเฉิน คุณสามารถวางแผนและเช็คสภาพคล่องทางการเงิน ของตัวเองให้พร้อมด้วยการสำรวจดูว่า ตอนนี้คุณมีเงินสำรองเพื่อภาวะฉุกเฉินบ้างหรือยังโดยอาจมองหาช่องทาง ออมเงินแบบฝากประจำ เพื่อเก็บเงินก้อนไว้ใช้ยามฉุกเฉิน ทำประกันชีวิตแบบชดเชยรายได้ ไว้เผื่อเกิดการล้มป่วย ทำงานไม่ได้ คุณก็ยังมีรายได้ชดเชยระหว่างพักรักษาตัวละยังช่วยสร้างความมั่นคงทางการเงินได้ในระยะยาว เพราะให้คุณรับเงินก้อนพร้อมใช้ เมื่อครบกำหนดสัญญา

  4. มี “เงิน” ที่สามารถทำงานได้ด้วยตัวเอง

    เมื่อมีเงินก็ต้องหาที่ให้เงินทำงานด้วยตัวของมันเอง คุณอาจเริ่มสร้างความเข้มแข็งทางการเงิน ได้ด้วยการปล่อยให้เงินทำงานแบบเติบโตทีละเล็กละน้อย

    เริ่มต้นจาก • การฝากประจำ ได้ดอกเบี้ยระยะยาว • ซื้อประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ และได้สิทธิ์ลดหย่อนภาษี
     

    จากนั้นคุณจึงค่อยหันไปเลือกออม เพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงินในอนาคต เช่น • เลือกออมเพื่อสร้างรายได้หลังเกษียณด้วยประกันชีวิต แบบบำนาญ เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีเงิน ไว้ใช้หลังเกษียณ ต่อเนื่องทุกเดือน โดยไม่เดือนร้อนแม้รายได้จะลดลงหรือไม่มีรายได้แล้วก็ตาม

    …แต่ละคนย่อมมีความต้องการด้านความมั่นคงทางการเงินในแบบที่แตกต่างกัน จึงควรวางแผนทางการออม และสร้างวินัยทางการเงินอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้สุขภาพการเงินเข้มแข็งในทุกย่างก้าวของชีวิต เพียงพอต่อการใช้จ่ายในแต่ละเดือน พร้อมรับเหตุฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้น รวมถึงวางแผนการเงินเพื่ออนาคตเกษียณที่สุขสบาย ดังนั้น

    ยิ่งการเงินของคุณสตรองมากเท่าไหร่ ความอุ่นใจในระยะยาวยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น
สภาพคล่องทางการเงินของคุณในปัจจุบัน อยู่ในระดับใด?
ดีพอใช้
ดีปานกลาง
ดีมาก
ดีมากที่สุด มั่นคงในระยะยาว
ต้องสร้างสภาพคล่องทางการเงินโดยด่วน
ส่งความคิดเห็น
ดูเพิ่ม

เรื่องอื่นๆ ที่คุณอาจสนใจ